
คืนนี้ฟ้าใส ดาวเต็มฟ้าเลย เห็นชัดจากหน้าต่างบ้านฉัน
ใครยังไม่นอนรีบออกไปดูนะ
เพิ่งกลับมาจากงานแต่งงานญาติผู้ชายคนนึงที่เคยสนิทกันสมัยอยู่อนุบาล
มันจบแพทย์เกียรตินิยม เป็นพวกอัจฉริยะแต่กำเนิด
เจ้าสาวก็จบแพทย์เหมือนกัน
ตลกดี ยังลอกการบ้านมันอยู่เลย แต่งงานซะละ
(เคยต่อยมันลงไปร้องไห้ด้วยง่ะ ว่าจะมาขอโทษ แต่เขิลลล
มันคงเสียใจเนอะ เพราะเอาขนมให้เรากินอยู่บ่อยๆ
ไปต่อยมันซะงั้น ก้อนึกว่ามันจะหลบทันเหมือนในการ์ตูนหนิ...)
การแต่งงานเป็นพิธีกรรมที่น่ารังเกียจและไร้แก่นสารที่สุดอย่างนึง
ในความคิดฉัน (ฉันเป็นคนมีความคิดไม่ค่อยดี อย่าถือสา)
ยิ่งพิธีแต่งงานแบบตะวันตกที่พ่อเจ้าสาวต้องเดินพาลูกสาวมา
ส่งมอบให้เจ้าบ่าว ราวกับเป็นทรัพย์สินหรือสิ่งของอะไรบางอย่าง
พิธีแบบที่เราเห็นๆ กันอยู่ คือจะต้องมีผู้ใหญ่ขึ้นมากล่าวอวยพรบนเวที
ผู้ใหญ่คนนึงกล่าว "สรรเสริญ" เจ้าบ่าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ว่านอกจากจะเรียนเก่งแล้วยังฉลาด
รู้จักสรรหาเจ้าสาวที่มีความสามารถเท่าเทียมกัน
อย่างนี้ลูกออกมาต้องฉลาดเหมือนรุ่นพ่อและรุ่นปู่แน่นอน
ฟังแล้วนึกถึงการคัดเลือกสายพันธุ์
แม่พันธุ์ชั้นยอด
เหมาะแก่การสืบทอดสายพันธุ์ที่ฉลาดและแข็งแกร่งตามกฎแห่งการอยู่รอด
และวิถีแห่งการสืบพันธุ์ของมนุษย์
นี่แหละ หน้าที่ของเพศหญิง
ฉันเคยน้ำตาตกเรื่องความรักให้แม่เห็นครั้งนึงเมื่อไม่นานมานี้
แม่ต้องลากฉันไปติวเข้มในห้องน้ำ (เพราะระหว่างนั้นเรากำลังกินมื้อเย็น
ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง... โรคหัวใจมันไม่รู้จักกาลเทศะหรอก)
แม่แปลกใจทีเดียวกับอาการของฉัน
ความคิดที่ว่าฉันจะชอบใครบางคนมากๆ ยังเป็นเรื่องแปลกใหม่นักสำหรับแม่
อย่าว่าแต่ความรักเลย
ฉันพูดถึงความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจในตัวคนรัก
แม่รำพันว่า ทำไมเธอถึงเป็นอย่างนี้นะ (แม่หมายถึงเป็นประสาทพารานอยด์)
เงียบไปสักพัก แล้วแม่ก็ถามขึ้นว่า เป็นเพราะมาม้าหรือเปล่า?
ผู้หญิงเราไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยนี่ก็โทษแต่ตัวเองนะ ฉันขอยืนยัน
แม่น่าจะมีช้อยส์ให้เลือก ก) เป็นเพราะแม่ ข) เป็นเพราะพ่อ
ค) เป็นเพราะฉันเอง ง) เป็นเพราะเขา จ) ถูกทุกข้อ
แม่ถอนหายใจ แววตาบ่งบอกความสมเพช คนเรามันไม่เหมือนกันหรอกนะ
เธอไม่จำเป็นต้องเหมือนมาม้าหรอก เธออาจจะโชคดีก็ได้
ฉันเรียนรู้มาจากแม่ตั้งแต่เด็กแล้วว่า
การแต่งงานคือการสูญเสียอิสรภาพและตัวตน
แม่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ หรอก ฉันเรียนรู้เอาเอง...
และจากการศึกษาเพิ่มเติมเอาเองมาเรื่อยๆ ตอนนี้ฉันชักไม่แน่ใจแล้วว่า
อิสรภาพ และ ตัวตน (identity) นั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า
หรือเป็นเพียงเรื่องชวนฝันที่เราเสริมเติมแต่งขึ้นมาเอง
คนเราไม่สามารถสูญเสียสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้วตั้งแต่แรกได้หรอก
ถ้ามันไม่มีตัวตน เราก็ไม่จำเป็นต้องกลัวการสูญเสียมัน
แต่ไอ้ความคิดแรกที่ฉันเรียนรู้ในวัยเด็กมันดันฝังรากลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก
กว่าจะรู้ตัว มันก็กักขังฉันเหมือนโซ่ตรวน ทำให้ฉันสูญเสีย อิสรภาพ ในอีกทาง
และก่อร่างสร้าง ตัวตน ที่บิดเบี้ยวผิดรูป
ความรักแบบที่ฉันเห็นในหนังและนิยายอยู่บนอีกฟากฝั่งหนึ่ง
ฉันต้องลุยข้ามกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและเต็มไปด้วยอันตรายเพื่อไปให้ถึง
แต่ตรงหน้าฉัน...
ศพของแม่ พี่ ป้า น้า อา
แลบรรดาญาติมิตรเพศหญิงทั้งหมดที่ฉันรู้จักกำลังลอยเกลื่อน
บางทีสายน้ำนี้อาจเกิดจากการรวมตัวของหยดน้ำตาจากผู้หญิงทุกคนบนโลก
และบางที สิ่งที่ไร้แก่นสารที่สุดอาจจะเป็นความรักต่างหาก...
