2005/Nov/10

คืนนี้ฟ้าใส ดาวเต็มฟ้าเลย เห็นชัดจากหน้าต่างบ้านฉัน
ใครยังไม่นอนรีบออกไปดูนะ

เพิ่งกลับมาจากงานแต่งงานญาติผู้ชายคนนึงที่เคยสนิทกันสมัยอยู่อนุบาล
มันจบแพทย์เกียรตินิยม เป็นพวกอัจฉริยะแต่กำเนิด
เจ้าสาวก็จบแพทย์เหมือนกัน

ตลกดี ยังลอกการบ้านมันอยู่เลย แต่งงานซะละ
(เคยต่อยมันลงไปร้องไห้ด้วยง่ะ
ว่าจะมาขอโทษ แต่เขิลลล
มันคงเสียใจเนอะ เพราะเอาขนมให้เรากินอยู่บ่อยๆ

ไปต่อยมันซะงั้น ก้อนึกว่ามันจะหลบทันเหมือนในการ์ตูนหนิ...)

การแต่งงานเป็นพิธีกรรมที่น่ารังเกียจและไร้แก่นสารที่สุดอย่างนึง
ในความคิดฉัน
(ฉันเป็นคนมีความคิดไม่ค่อยดี อย่าถือสา)

ยิ่งพิธีแต่งงานแบบตะวันตกที่พ่อเจ้าสาวต้องเดินพาลูกสาวมา
ส่งมอบให้เจ้าบ่าว
ราวกับเป็นทรัพย์สินหรือสิ่งของอะไรบางอย่าง

พิธีแบบที่เราเห็นๆ กันอยู่ คือจะต้องมีผู้ใหญ่ขึ้นมากล่าวอวยพรบนเวที
ผู้ใหญ่คนนึงกล่าว "สรรเสริญ" เจ้าบ่าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ว่านอกจากจะเรียนเก่งแล้วยังฉลาด
รู้จักสรรหาเจ้าสาวที่มีความสามารถเท่าเทียมกัน

อย่างนี้ลูกออกมาต้องฉลาดเหมือนรุ่นพ่อและรุ่นปู่แน่นอน

ฟังแล้วนึกถึงการคัดเลือกสายพันธุ์

แม่พันธุ์ชั้นยอด

เหมาะแก่การสืบทอดสายพันธุ์ที่ฉลาดและแข็งแกร่งตามกฎแห่งการอยู่รอด
และวิถีแห่งการสืบพันธุ์ของมนุษย์

นี่แหละ หน้าที่ของเพศหญิง

ฉันเคยน้ำตาตกเรื่องความรักให้แม่เห็นครั้งนึงเมื่อไม่นานมานี้
แม่ต้องลากฉันไปติวเข้มในห้องน้ำ (เพราะระหว่างนั้นเรากำลังกินมื้อเย็น
ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง... โรคหัวใจมันไม่รู้จักกาลเทศะหรอก)

แม่แปลกใจทีเดียวกับอาการของฉัน
ความคิดที่ว่าฉันจะชอบใครบางคนมากๆ ยังเป็นเรื่องแปลกใหม่นักสำหรับแม่
อย่าว่าแต่ความรักเลย
ฉันพูดถึงความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจในตัวคนรัก

แม่รำพันว่า ทำไมเธอถึงเป็นอย่างนี้นะ (แม่หมายถึงเป็นประสาทพารานอยด์)
เงียบไปสักพัก แล้วแม่ก็ถามขึ้นว่า เป็นเพราะมาม้าหรือเปล่า?

ผู้หญิงเราไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยนี่ก็โทษแต่ตัวเองนะ ฉันขอยืนยัน
แม่น่าจะมีช้อยส์ให้เลือก ก) เป็นเพราะแม่ ข
) เป็นเพราะพ่อ
) เป็นเพราะฉันเอง ง) เป็นเพราะเขา จ) ถูกทุกข้อ

แม่ถอนหายใจ แววตาบ่งบอกความสมเพช คนเรามันไม่เหมือนกันหรอกนะ
เธอไม่จำเป็นต้องเหมือนมาม้าหรอก เธออาจจะโชคดีก็ได้

ฉันเรียนรู้มาจากแม่ตั้งแต่เด็กแล้วว่า
การแต่งงานคือการสูญเสียอิสรภาพและตัวตน
แม่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ หรอก ฉันเรียนรู้เอาเอง...

และจากการศึกษาเพิ่มเติมเอาเองมาเรื่อยๆ ตอนนี้ฉันชักไม่แน่ใจแล้วว่า
อิสรภาพ และ ตัวตน (identity) นั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า
หรือเป็นเพียงเรื่องชวนฝันที่เราเสริมเติมแต่งขึ้นมาเอง

คนเราไม่สามารถสูญเสียสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้วตั้งแต่แรกได้หรอก
ถ้ามันไม่มีตัวตน เราก็ไม่จำเป็นต้องกลัวการสูญเสียมัน

แต่ไอ้ความคิดแรกที่ฉันเรียนรู้ในวัยเด็กมันดันฝังรากลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก
กว่าจะรู้ตัว มันก็กักขังฉันเหมือนโซ่ตรวน ทำให้ฉันสูญเสีย
อิสรภาพ ในอีกทาง
และก่อร่างสร้าง
ตัวตน ที่บิดเบี้ยวผิดรูป

ความรักแบบที่ฉันเห็นในหนังและนิยายอยู่บนอีกฟากฝั่งหนึ่ง
ฉันต้องลุยข้ามกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและเต็มไปด้วยอันตรายเพื่อไปให้ถึง

แต่ตรงหน้าฉัน...
ศพของแม่ พี่ ป้า น้า อา
แลบรรดาญาติมิตร
เพศหญิงทั้งหมดที่ฉันรู้จักกำลังลอยเกลื่อน
บางทีสายน้ำนี้อาจเกิดจากการรวมตัวของหยดน้ำตาจากผู้หญิงทุกคนบนโลก

และบางที สิ่งที่ไร้แก่นสารที่สุดอาจจะเป็นความรักต่างหาก...

Comment

Comment:

Tweet


ไม่ต่างกัน...
วันเวลาที่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
#3 by nps (61.47.66.137) At 2006-11-03 19:28,
+++5555555+++
#2 by '''''''''' ' _ ' ''''''''''' At 2006-06-30 14:42,
http://smallroom.exteen.com/20051102/entry

ฮาเหี้ย ๆ ไปโหลดดูซะ
#1 by ปุ่น At 2005-11-11 02:39,

SunDay-SynDrome
View full profile