บล็อกนี้มีผู้ติดตามอ่านประจำอยู่หนึ่งชีวิต
(นับเป็นคนไม่ได้ เพราะเขาคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจระบุสปีชีย์ 555)
ชอบเคี่ยวเข็ญให้อัพบล็อกจัง ไม่รู้รึว่าการเขียนบล็อกมันต้องมี อิน-สะ-ปาย-เร-ชั่น
อ้อ วันนี้ขอเชย เล่นเพลงเก่าๆ หน่อยนะคะ...
ขอเริ่มจากเรื่องสัพเพเหระก่อน
เพิ่งมีโอกาสได้ดูการเล่นคอนเสิร์ตของวง Death of a Salesman
โอ้ เว้ยยย! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! ใครรู้ว่าพวกเค้าจะเล่นสดอีกที่ไหนเมื่อไหร่ วานบอก
ขอสมัครเป็นกรุ๊ปปี้วัยชะโรย นับแต่ ณ บัดนาว เป็นต้นไป
ช่วงนี้เจอแต่เรื่องถูกใจ นับตั้งแต่หนังเรื่อง Proof, Corpse Bride, NANA
และเพลง Glamorous Sky ความรักอันเรืองรองที่มอบให้ไม่มีค่าใดๆ เลยหรือ
...อ้า ช่างน่ารันทดใจ (โอ มาเธอร์ ออฟ ไครส์ มันช่างบาดใจเหลือเกินนน)
รวมทั้งการแสดงดนตรีที่สุดตรีนในคืนวันเสาร์ อิ่มใจจนไม่อยากพูดถึงเรื่องซีเรียสๆ แต่ขอหน่อยแระกัน...

คราวก่อนโน้นพูดถึงหนังสือเรื่อง ฝนตกตลอดเวลา ค้างเอาไว้
แต่นี่ฉันไม่ได้จะพูดถึงเนื้อหาในหนังสือหรอกนะ
นี่คือ Quote บนหน้ากระดาษก่อนเริ่มเรื่อง... และเป็นเหตุให้ฉันชอบหนังสือเล่มนี้
ก่อนจะทันได้อ่านหน้าแรกของมันเสียอีก (คนเขียนรู้จะเสียใจไหมนะ)
The knowledge that I do not remember myself awakens me
Fernando Pessoa, The Book of Disquiet
มีใครไหมเคยตื่นมาแล้วจำตัวเองไม่ได้
หรือบางที อาจเป็นเพราะจำตัวเองไม่ได้ต่างหาก ก็เลยสะดุ้งตื่น
ฉันหมายถึง ภาวะที่เราลืมสิ้นว่าตัวเองเป็นใคร ชื่ออะไร และกำลังอยู่ที่ไหน...
เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน ฉันตื่นขึ้นมาบนโซฟา
รับรู้ถึงแสงไฟฟลูออเรสเซนต์ที่สว่างจ้าอยู่บนหัว ภาพบนจอทีวีปรากฏตรงหน้า
ส่งเสียงแข่งกับเสียงเกมคอมพิวเตอร์ที่แว่วมาจากข้างหลัง และเสียงสายฝนซึ่งโปรยปรายอยู่ภายนอก
แต่ทำยังไง ฉันก็นึกไม่ออกว่าตัวเองเป็นใคร
ภาวะที่ว่านี้กินเวลานานประมาณสองนาที
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอก มันเคยเกิดขึ้นแล้วตอนฉันยังเด็ก
แต่ครั้งล่าสุดมันกินเวลานานกว่าเคย
ทำให้ฉันมีเวลาสำรวจ ความตระหนก ของตัวเอง
ฉันพบว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงเพราะนึกไม่ออกว่า ฉัน คือใคร
ในภาวะอันไร้ตัวตน ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในน้ำที่ไม่อาจหยั่งรู้ความลึก
ความไม่รู้ก่อให้เกิดความกลัว และความกลัวในใจก็ไพล่ทำให้ฉันคิดไปว่าตัวเองกำลังจะจมน้ำ จึงเตะขาตะเกียกตะกายพยายามเอาชีวิตรอด (ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วขาฉันอาจจะหยั่งถึงพื้นก็ได้!)
ทั้งหมดก็เพื่อเค้นสมองตัวเองให้นึกออกให้จงได้ว่า ฉัน คือใคร????
นึกย้อนหลังอีกที สภาวะไร้ตัวตนอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวขนาดนั้น
เมื่อเรานึกไม่ออกว่าเราคือใคร เท่ากับเราไร้ซึ่งอัตตา
ในภาวะที่ไม่มีใครนึกออกว่าตัวเองเป็นใคร ชอบหนังแบบไหน ฟังเพลงแนวอะไร
อ่านหนังสือประเภทไหน แต่งตัวอย่างไร ฯลฯ ทุกคนก็เท่าเทียมกัน
ฉันคิดว่าลึกๆ แล้ว เราทุกคนต่างเชื่อว่าเราเหนือกว่าคนอื่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
และนั่นล่ะมั้ง สาเหตุที่คนเราทำร้ายกัน (ได้ลงคอ)
เขา: ความต้องการของฉันสำคัญกว่าความรู้สึกของเธอ
เธอ: นั่นแสดงว่าความรักของฉันมีค่ากว่าความรักของเธอ
เขา: เธอไม่รู้หรอกว่าความรักคืออะไร
เธอ: ความรู้สึกของฉันต่างหากคือความรัก ของเธอเป็นเพียงความใคร่ฉาบฉวย
เขา: เธอไม่รู้หรอกว่าฉันปวดร้าวแค่ไหน
เธอ: ความเจ็บปวดของฉันจริงแท้กว่าความเจ็บปวดของเธอ
เขา: แล้วทำไมน้ำตาฉันจึงไหลอยู่อย่างนี้
เธอ: น้ำตาของฉันสิจริงแท้ น้ำตาของเธอไร้ซึ่งความหมาย
รวมไปถึง ศาสนาของฉันจริงแท้กว่าศาสนาของเธอ
หรือ ประเทศของฉันสำคัญกว่าประเทศของเธอ ฯลฯ
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ฉันก็ชอบคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น และสิ่งนี้ก็ทำให้ฉันไม่ได้เหนือไปกว่าใครเลย
ฉันมักปฏิบัติกับผู้ชายราวกับพวกเขาเป็นพลเมืองชั้นสองหรือสิ่งมีชีวิตที่ไร้หัวใจ
บ่อยครั้งฉันไม่คิดจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจให้พวกเขารับฟังด้วยซ้ำ
เพียงเพราะคิดว่าความอ่อนด้อยทางสติปัญญาของพวกเขาคงไม่เอื้อต่อการทำความเข้าใจระบบความคิดอันซับซ้อนของผู้หญิง
ความจริงแล้ว พวกเขามีมันสมองนะ อาจจะมากกว่าผู้หญิงด้วยซ้ำ
เพราะนอกจากก้อนสมองในกะโหลกแล้ว พวกเขาบางคนยังมีสมองอีกอันที่มีประสิทธิภาพในการสั่งการพอๆ กันอยู่ในกางเกงด้วย (ฮาาา)
นี่แหละ ที่ฉันหมายถึง...
ฉันไม่ค่อยคิดว่าผู้ชายจะเจ็บปวดเป็น
หากพวกเขาหลั่งน้ำตาให้ ฉันก็จะคิดว่ามันเป็นความเจ็บปวดจอมปลอมเท่านั้นเอง
เมื่อไร้ซึ่งอัตตาเสียแล้ว ความคิดนึกเหมาแบบเข้าข้างตัวเองก็จะไม่เกิดขึ้น
หากสำเหนียกเอาไว้ในใจว่า ความเจ็บปวดของคนอื่นก็จริงแท้และบาดลึก
ไม่ต่างจากความเจ็บปวดของตัวเอง... คนเราก็คงนึกเห็นใจกันมากขึ้นและทำร้ายกันน้อยลง
คราวหน้าที่ฉันตื่นขึ้นมาแล้วจำตัวเองไม่ได้
ฉันจะปล่อยตัวเองให้จมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความไร้ตัวตน
และสวดภาวนาให้มันกินเวลานานเท่านาน...
