ฉันชอบหนังสือนิทานภาพสวยๆ ยิ่งกว่าอะไร
อ่านออกเขียนได้ตั้งแต่สองขวบก็เพราะคุณอีสป กริมส์บราเธอร์ส และมิสเตอร์
แอนเดอร์สัน
จริงๆ แล้วเทพนิยายมีอยู่หลากหลาย และไม่ได้จบด้วยความสุขเสมอไป
บ้างนางเอกก็กลายเป็นฟองคลื่น บ้างก็สูญเสียเท้าสองข้างและสิ้นใจตายด้วยความซาบซึ้งในรสพระธรรม
บางเรื่องแอบแฝงความสยดสยองรุนแรงชนิดที่ผู้ใหญ่ต้องกรี๊ด
อย่าง Juniper Tree ซึ่งแม่เลี้ยงฆ่าลูกชายแล้วจัดการปรุงศพเด็กเป็นแบล็คพุดดิ้งให้ผู้เป็นพ่อซึ่งกินแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ กระดูกของเด็กน้อยที่พ่อถ่มออกมาถูกน้องสาวนำไปฝังใต้ต้นไม้ แล้วเด็กชายก็กลายเป็นนกมาออกอุบายฆ่าแม่เลี้ยงภายหลัง
นี่สิ! โครงเรื่องแบบที่เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตจริง!
พูดเล่นนะคะ, แซนดี้ (ชื่อแทนตัวดิฉันนับจากนี้ไป) ถึงแซนดี้ออกจะโหดและเป็นซาโดมาโซคิสต์ ก็ยังไม่เสียจริตขนาดนั้นเค่อะ
แต่แน่นอนเรื่องเหล่านั้นเลือนหายไปตามกาลเวลา เรื่องที่ถูกหยิบยกมาเล่าบ่อยครั้งและถูกเลือกมาผลิตเป็นภาพยนตร์อะนิเมชั่นมักเป็นเรื่องทำนองรักโรแมนติกซึ่งหนีไม่พ้นเจ้าหญิง เจ้าชาย และลงเอยด้วยการแต่งงานแบบ happily ever after
ว่ากันว่าเทพนิยายแบบนี้ปลูกฝังให้เด็กผู้หญิงงอมืองอเท้า ไม่คิดช่วยเหลือตนเอง เพราะอะไรที่แย่ๆ ล้วนเป็นเพราะโชคชะตาฟ้าบันดาลหรือคำสาปของแม่มด ที่เธอทำได้ก็เพียงแต่งตัวสวยๆ รอเจ้าชายขี่ม้าขาวสักคนมาช่วยให้พ้นภัย และสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิตอันจะนำมาซึ่งความสุขสวัสดิ์ทั้งปวง ทั้งยังมีอำนาจเปลี่ยนดำเป็นขาวและชุบคนตายให้ฟื้นคืน ก็คือ ความรัก
นั่นคือความวิปริตหมายเลข ๑
ฉันคงไม่ต้องสาธยายด้านมืดของเทพนิยายในแง่มุมนั้นให้มากความ
แต่ยังก่อน !
ความวิปริตในเทพนิยายไม่ได้จบเพียงแค่นั้นหรอก
จากสายตาหญิงสติวิปลาส - มันยังมีแง่มุมที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้น !
แต่ถ้าคุณยังอยากเก็บแววตาใสซื่อไว้มองโลกอันแสนงามนี้ต่อไป แซนดี้ขอแนะนำให้คุณปิดบล็อกนี้ไปซะ และแวะกลับมาอีกครั้งเมื่อชาติต้องการ

ความวิปริตหมายเลข ๒
เทพนิยายยุยงส่งเสริมให้ผู้หญิงเกลียดขี้หน้ากันเอง
หากตัวเอกเป็นหญิงแล้วไซร้ ตัวร้ายในเรื่องมักเป็นผู้หญิงแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนังแม่มดในเรื่องสโนว์ไวท์ เจ้าหญิงนิทรา เงือกน้อย หรือแม่เลี้ยงใจร้ายกับพี่สาวใจโหดของซินเดอเรลล่าที่กลั่นแกล้งรังแกนางเอกสารพัด ซึ่งเธอก็ต้องก้มหัวรับชะตากรรมอันโหดร้ายจนกระทั่งได้เจอชายแสนดีผู้พึงใจในตัวเธอ
สโนว์ไวท์เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด หล่อนพบผู้ชายใจดีตั้ง 9 คน นับตั้งแต่นายพรานที่ถูกจ้างมาสังหารหล่อนแต่เขากลับเมตตาไว้ชีวิต, คนแคระอีกเจ็ดรายยอมให้ที่ซุกหัวนอนพ่วงพร้อมความรักและภักดี, แถมยังมีเจ้าชายรูปงามอีกหนึ่งพระองค์ ทั้งหมดล้วนก้มหัวศิโรราบให้ความงามของหล่อน ในขณะที่ราชินี ตัวละครหญิงอีกเพียงตัวเดียวในเรื่อง - เลวสารพัดจะเลว
นังมารในนิยายมักทำร้ายนางเอกด้วยความริษยา ฉันตอบไม่ถูกว่านิยายมันออกมาอีหรอบนี้เพราะผู้หญิงเรามีความหมั่นไส้และอิจฉากันเองมาแต่อ้อนแต่ออก หรือที่เราอิจฉากันเองมาแต่อ้อนแต่ออกก็เพราะเราถูกล้างสมองให้ตื้นเขินด้วยเรื่องโรแมนซ์มาตั้งแต่ต้น มันเป็นปัญหาโลกแตกทำนองไข่กับไก่อะไรเกิดก่อนกัน แต่ถ้าเทพนิยายไม่เน้นความสำคัญของรูปร่างหน้าตาอันงามเลิศในปฐพีของนางเอกมากนัก เราคงไม่ต้องแข่งกันสวยขนาดนี้กระมัง (?)
เมื่อมาถึงเรื่องความสัมพันธ์ อาจเป็นสัญชาติญาณนักล่าที่ทำให้ผู้ชายเห็นการจีบผู้หญิงเป็นเรื่องท้าทายอย่างหนึ่ง หากเขาจีบสำเร็จ นั่นคือเกมที่เขาได้รับชัยชนะ
สำหรับผู้หญิง ข้อจำกัดแรกคือเราไม่ค่อยจีบผู้ชายกันเท่าไหร่ อันนี้ต้องยอมรับ เราได้แต่รอให้คนที่ใช่โผล่เข้ามามอบจุมพิตขณะเรายังอยู่ในห้วงนิทรารมณ์ต่างหาก
เกมของผู้หญิงจึงกลายเป็นการห้ำหั่นกันเองเพื่อเป็นที่หมายปองของหนุ่มในฝัน เมื่อไหร่ที่เขาเลือกเธอแทนที่จะเป็นหญิงอื่น นั่นคือเครื่องพิสูจน์ว่าเธองามกว่า ดีกว่า และเป็นผู้ชนะ
ปัญหาคือผู้หญิงบางคนเริ่มสับสนระหว่างความรักกับความอยากเอาชนะ บางทีเธออาจไม่ได้พึงใจไอ้หนุ่มคนนั้นเท่าไหร่หรอก แต่เธอเกลียดขี้หน้ายัยผู้หญิงอีกคนของเขา เมื่อเธอคิดว่าตนได้รับชัยชนะ เธอไม่รู้หรอกว่าแท้ที่จริงมันคือการสูญเสียด้วยกันทุกฝ่าย และเธอไม่ใช่เหยื่อของใครเลย นอกจากความกระหายอีโก้ของตัวเอง
ความวิปริตหมายเลข ๓
เทพนิยายแบ่งแยกขาว-ดำชัดเจนจนไร้ซึ่งสีเทา
ความเป็นจริงคือมนุษย์เรามีมิติในตัวเองมากกว่านั้น แต่ในนิทาน ถ้าคุณไม่ใช่ยักษ์ใช่มารคุณก็คือคนดี ถ้าไม่ใช่คนดีคุณก็คือคนเลว นี่อาจเป็นสาเหตุที่เราชอบตัดสินกันเองและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบบง่ายๆ - หากเขาไม่คิดเหมือนเรา ไม่ทำเหมือนเราแล้ว เขาย่อมเลวเป็นแน่แท้ (สุดยอดแห่งความบิดเบือนทางตรรกะ)
แล้วอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายดีกระทำชั่ว?
ต๊าย! พูดอะไรอย่างนั้น! ฝ่ายดีทำเรื่องชั่วๆ ไม่เป็นหรอก
ในบรรดานิทานก่อนนอนทั้งหลาย เล่มที่ฉันเห็นว่าสมควรถูกกว้านไปเผาทำลายให้สิ้น มิให้เหลือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ คือเรื่อง แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์ - ไอ้หมอนี่มันโจรปล้นฆ่าชัดๆ ขโมยของแถมยังฆ่าเจ้าทรัพย์ แล้วเราก็ยกย่องแจ๊คในฐานะคนตัวเล็กผู้สามารถล้มยักษ์ใหญ่ใจโหด (ซึ่งนอนอุตุอยู่เฉยๆ เกือบทั้งเรื่อง)
นิทานมีวิธี สร้างความชอบธรรม ให้พฤติกรรมของตัวละครฝ่ายดี ด้วยการสร้างภาพให้แจ๊คเป็นเด็กกตัญญู ยากจน ขณะที่อีกฝ่ายเป็นยักษ์ดุร้าย มีทรัพย์ศฤงคารมหาศาล
ที่วิปริตหนักไปกว่านั้น บางเวอร์ชั่นยังอุตส่าห์มีนางฟ้าโฉบมาบอกแจ๊คระหว่างปีนขึ้นต้นถั่วว่า ยักษ์เป็นโจรที่ปล้นทรัพย์สินชาวบ้านมาสะสม หนึ่งในนั้นก็มีทรัพย์สินของพ่อแจ๊คด้วย และยักษ์นั่นเองที่เป็นผู้ปลิดชีพพ่อของแจ๊คจนทำให้เขาต้องเป็นกำพร้า ตกระกำลำบากอยู่กับแม่เพียงสองคน
เพียงเท่านี้พระเอกของเราก็สามารถย่องเข้าบ้านคนอื่น ขโมยของเขา แล้วสังหารเจ้าของบ้านได้สบายใจเฉิบโดยไม่ต้องคำนึงถึงมโนธรรมใด
โอวววว มันยอดไปเลย เยาวชนของชาติ เรามาใช้สันดานโจรเยี่ยงนี้กันเถิด
วิธี สร้างความชอบธรรม ให้ตัวเองอย่างง่ายๆ ก็คือ หาความเลวของอีกฝ่ายให้เจอ เมื่อคุณสามารถตีตราคู่กรณีว่า ชั่วช้า ได้แล้ว สิ่งใดๆ ที่คุณทำย่อมต้อง ดีเด่น โดยไร้ข้อกังขา
หากคุณนึกอยากได้ผัวหรือเมียคนอื่น ก็ขอให้อ้างทฤษฎีเรื่องพรหมลิขิต/ความ meant to be/เนื้อคู่กระดูกคู่
หากคุณนึกอยากได้ของในกรรมสิทธิ์คนอื่น ก็ขอให้อ้างว่าอีกฝ่ายมีมากพอแล้ว ของสิ่งนั้นเหมาะกับคุณมากกว่า ไม่ก็อ้างว่ามันฆ่าปิตุ-มาตาคุณ หรือสร้างความเจ็บช้ำให้คุณมาแต่ชาติปางก่อน
And they live happily ever after..
++ THE END ++
©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©
ขอจบความวิปริตเอาไว้แต่เพียงเท่านี้
คืนนี้นอนหลับฝันดี และสำหรับเด็กๆ ที่ยังไม่รู้ ตั้งใจอ่านนะคะ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
๑. ซานตาคลอสไม่มีจริง (ยังไม่รู้ล่ะซี แก! มูว่ะฮ่ะฮ่ะฮาาา)
๒. ถึงไม่มีเทพนิยายพวกนี้ เราก็คงยังต้องเติบโตมากับปลาบู่ทอง ดาวพระศุกร์ และละครหลังข่าวอยู่ดี
๓. การขโมยไม่ใช่แค่การกระทำอันไร้ศักดิ์ศรี มันยังสิ้นคิดจนน่าเศร้ามากกว่าน่าโมโห
อยากเขียนอีกมากมาย แต่แซนดี้ต้องไปรีบแต่งหน้าทาปาก รอจุมพิตจากพรินซ์
ชาร์มมิ่งค่ะ เดี๋ยวเขาจะควบอาชามารับไปพาทัวร์อาณาจักร (ว้าย กรี๊ดดดด!)
©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©
เพิ่มเติม: หมายเหตุ**
แซนดี้แวะกลับมาอ่านบล็อกตัวเอง
ให้รู้สึกฉงนฉงายระคนละอายในคำบริภาษอันเกรี้ยวกราดของตน
จึงขอย้ำๆๆ ให้ทราบโดยทั่วกันว่าผู้เขียนมิได้ล้ำเลิศหรือมีความเป็นอภิมนุษย์เหนือใคร
เป็นเพียงคนธรรมดาที่มีอัตตาและโมหะจริตมากมาย
และระหว่างเขียนเอ็นทรี่นี้ ผู้เขียนเป็นเพียงสตรีที่กำลังหงุดหงิดและทุกข์ทรมานกับอาการปวดประจำเดือนระยะสุดท้าย
(หากคุณจะสังเกต แต่ละเอ็นทรี่ในบล็อกนี้มักแกว่งขึ้นแกว่งลงตามระดับฮอร์โมนดิฉัน)
หลังจากอัดพาราฯเข้าไปสี่เม็ดภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง
(อันที่จริง ข้างขวดเขียนว่ารับประทานทุก 4 ชั่วโมง แต่วันนี้พาราฯ 2 เม็ดแรกไม่ช่วยให้หายขาด เพียงแต่บรรเทาจากระดับอาการปวดแบบชักดิ้นชักงอลงมาจนถึงระดับที่น่าเพลิดเพลิน ผู้เขียนหวั่นเกรงว่าหากบ่มเพาะอาการปวดระดับที่น่าเพลิดเพลินเช่นนั้นต่อไป เชื้ออาจพัฒนาสายพันธุ์จนทำให้ผู้เขียนมีอาการมาโซคิสต์อย่างรุนแรงได้ในอนาคต จึงจำใจต้องหยุดตัวเองเอาไว้แต่เนิ่นๆ)
ขณะนี้อาการปวดทุเลาลงแล้ว (รวมทั้งอาการคลุ้มคลั่งที่มาเป็นของแถม)
ก่อนแซนดี้จะเมายาจนหลับไป ขอประกาศวจีซึ่งมีความสำคัญยิ่ง นั่นคือ...
รักนะ ชาวโลก จุ๊บๆ
edit @ 2006/05/18 23:59:39
