2006/Jun/19

หลายปีก่อน ฉันอยู่บนรถเมล์ซึ่งกำลังติดไฟแดงสี่แยก
รถจอดนิ่งอยู่อย่างนั้น คล้ายกับฉันซึ่งจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดตัวเอง
จนเวลาผ่านไป ฉันเริ่มสังเกตเห็นว่าทุกคนบนรถต่างหันไปทางหน้าต่างด้านซ้าย ไม่เว้นกระทั่งกระเป๋ารถเมล์ พวกเขากำลังตั้งใจมองบางสิ่ง
ฉันหันมองออกนอกหน้าต่าง

บนแยกซ้าย หมาหน้าตื่นตัวหนึ่งกำลังข้ามถนน
มันมาได้ครึ่งทางแล้ว แต่ติดอยู่ตรงกลาง ไปต่อไม่ได้
มันพยายามวิ่งตามมนุษย์สองเท้าอื่นๆ ที่ข้ามถนนอยู่ แต่พอเห็นรถใกล้เข้ามา มันก็ตกใจกลัวแล้ววิ่งกลับไปที่เดิม เรามองเห็นมันละล้าละลัง ก้าวขาไปแล้ววิ่งถอยกลับมาตั้งหลักหลายครั้ง
มันเป็นหมาจรจัดสีน้ำตาลแดงแบบที่คุณจะพบเห็นได้ตามข้างถนนทั่วไป
ทุกคนบนรถมีท่าทีเหมือนกำลังแอบเอาใจช่วยให้มันข้ามถนนได้สำเร็จ
กระเป๋ารถเมล์ซึ่งเป็นหญิงร่างท้วมถึงกับร่วมลุ้นออกมาดังๆ โธ่เว้ย จอดให้มันข้ามหน่อยก็ไม่ได้
และแล้ว หนุ่มชาติอาชาไนย, พ่อเทพบุตรป่าคอนกรีต, ก็เดินเข้าฉากมา เขาก้าวมาสมทบกับหมาตรงเกาะกลางถนน แล้วอุ้มมันด้วยสองแขนก่อนจะแบกมันข้ามถนนไปด้วยความรวดเร็วประดุจวายุบุตร

ถ้าเป็นฉันคงไม่กล้า เพราะฉันคงมัวแต่คิดว่า 1. หมาอาจเป็นขี้เรื้อน 2. เห็บหมาอาจจะกัด 3. หมาอาจตกใจ ดิ้นพราดๆ แล้วงับมือฉันเข้าให้ก่อนจะอุ้มมันไปถึงฝั่ง

เมื่อเราต่างมั่นใจในสวัสดิภาพของหมา บรรยากาศบนรถเมล์จู่ๆ ก็ดูเป็นมิตรมากขึ้น เราหันมองหน้ากันด้วยรอยยิ้มโล่งอก แม้แต่กระเป๋ารถเมล์ที่กำลังปาดเหงื่อก็ดูสวยน่าพิศขึ้นผิดตา
สัญญาณไฟเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียว
รถเมล์วิ่งทะยานต่อไป นำเราสู่เส้นทางแห่งนิมิตอันสดใสพร้อมความเชื่อมั่นในโลกอันอุดมด้วยความรัก ที่ซึ่งมนุษย์คอยโอบอุ้มกันและกันด้วยใจที่ใฝ่สันติภาพและความดีงาม

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

หลายอาทิตย์ก่อน ฉันเดินไปรับเช็คที่บริษัทแถวบ้าน
ผ่านไซต์งานก่อสร้างซึ่งปักหลักมานานนับปี และไม่มีท่าทีว่าจะสร้างอะไรเสร็จเสียที
คราวนี้ฉันพบว่ามีการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น
เพราะ ภายใน อาณาบริเวณของไซต์งานก่อสร้าง มีร้านส้มตำมาเปิด
สาวพนักงานออฟฟิศส่งข้าวเหนียวเข้าปาก ขณะหนุ่มคนงานกำลังผสมปูนอยู่ห่างจากวงส้มตำไปไม่ถึงสองคืบดี
ฉันเบ้ปากอย่างไม่รู้ตัว อดสลดกับคุณภาพชีวิตอันต่ำต้อยของชาวกทม.ไม่ได้
กินส้มตำเคล้าผงปูนซีเมนต์เนี่ยนะ...
นี่ถ้าผู้นำนานาอารยประเทศมาเห็นเข้าตอนงานเอเปค พวกเขาจะประทับใจแค่ไหนเชียว
แล้วฉันก็นึกรังเกียจในความคิดอันดัดจริตของตน
นี่ฉันใช้มาตรฐานความคิดประเภทไหนมาตัดสินคนอื่นหรือ คุณภาพชีว้งชีวิตอะไรกัน จะหลงงมงายกับนโยบายสร้างภาพไปถึงไหน
นี่สิ! ความเป็นจริงของชีวิต นี่สิ! ความเป็นอยู่ของคนไทยส่วนใหญ่
อันที่จริงฉันควรชื่นชมในวิถีชีวิตอันเรียบง่าย แฝงด้วยความงามอันละเมียดกลางไอแดด และภูมิปัญญาพื้นถิ่นในการสร้างประโยชน์จากที่ว่างทุกตารางนิ้วถึงจะถูก
พวกเขาก็ดูมีความสุขและเอื้ออาทรกันเรื่องปากเรื่องท้องดีไม่ใช่หรือ
ฉันเดินกลับบ้าน นั่งลงหน้าคอมฯ พรมปลายนิ้วบนคีย์บอร์ด และนึกรังเกียจตัวเองซ้ำสอง

ไม่ว่าฉันจะคิดอย่างไร ก็ถือเป็นความดัดจริตทั้งขึ้นทั้งล่อง

เพราะเอาเข้าจริง ฉันแยแสหรือก็เปล่า ฉันไม่ได้กลับมานั่งคิดจริงจังว่าจะปรับปรุง หรือสร้างประโยชน์ให้ชุมชนของเราดีขึ้นได้ด้วยวิธีไหน อย่างไร และฉันก็ไม่ได้ซาบซึ้งไปกับภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่ว่าถึงขนาดจะลงไปร่วมเอร็ดอร่อยกับส้มตำพลางชมการสาธิตกรรมวิธีสร้างตึก

อย่าว่าแต่ชุมชนนี้ เมืองนี้ ประเทศนี้ หรือโลกใบนี้เลย แม้แต่คนใกล้ตัว ฉันก็ไม่แยแส

เวลานั้น ฉันควรโทรหาเพื่อนสาวสามคนเพื่อไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ ไม่นับรวมผู้ชายอีกสองคน
รู้ทั้งรู้ว่าพวกเธออยู่ในช่วงระทมทุกข์ ฉันก็ยังยึดคติที่ว่า เดี๋ยวมีอะไร มันก็โทรมาเอง และ ฉันปลอบใจคนไม่เก่ง
กว่าจะสำนึก เพื่อนคนนึงก็เข้า(และออกจาก)โรงพยาบาลเสร็จสรรพโดยฉันไม่ได้รู้เรื่องอะไรสักนิด จนเพื่อนน้อยใจ โกรธจนหายโกรธแล้วนั่นเอง เธอถึงได้โทรมาบอกข่าว
ฉันนั่งคิดกับตัวเองว่าจะโทรหาเพื่อนอีกคนเสียที แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้โทร และในคืนนั้นพ่อของเธอก็โทรหาฉันตอนตีหนึ่งครึ่ง เพราะติดต่อลูกสาวไม่ได้
ตอนนั้นแหละฉันถึงได้ตาลีตาเหลือกกดโทรศัพท์
ซึ่งหากมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพื่อนฉันก็คงขึ้นอืดไปนานแล้ว

บางทีฉันอาจเป็นแค่คนเห็นแก่ตัวอีกคนหนึ่ง

และบางทีคนที่คิดถึงแต่ความสุขของตัวเอง กับคนที่หมกมุ่นอยู่ในความทุกข์ของตน ก็คงเห็นแก่ตัวพอๆ กัน เพียงแต่ต่างวาระเท่านั้นเอง

ความคิดนี้ทำให้ฉันเศร้า

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

แม่เคยมอบหมายหน้าที่ให้ฉันฉีดอินซูลินให้ย่าทุกเช้า
ฉันเกลียดกลัวเข็มฉีดยาชนิดเห็นแล้วต้องเข่าอ่อน แม้ในขณะที่พิมพ์อยู่นี้ แค่นึกภาพ นิ้วฉันก็เริ่มอ่อนแรงกะทันหัน
คุณเอ๋ย เวลาเป็นฝ่ายถูกฉีดยา คุณยังหลับตาได้ แต่เวลาเป็นฝ่ายฉีดนี่สิ ความสยองมันเทียบกันไม่ได้เลย

ทุกเช้าก่อนจับเข็ม ฉันจะเริ่มตั้งสมาธิ หายใจเข้าลึกๆ
ส่งยิ้มเยือกเย็น พยายามแผ่รัศมีแห่งความเชื่อมั่นเผื่อว่ามันจะทำให้ย่าอุ่นใจ

ย่าอยู่กับเรานานพอจะทำให้เรามีเวลาทำใจ
เราเห็นย่าค่อยๆ ย่ำแย่ลงทุกที ตั้งแต่ย่ายังพอเดินได้ พูดได้ เคี้ยวอาหารเองได้
จนกระทั่งเส้นเลือดในสมองย่าเริ่มตีบ
ย่าเป็นอัมพาตครึ่งตัว ต้องนอนอยู่เฉยๆ ต่อสายระโยงระยาง
สายนี้คือท่อส่งอาหารเหลว นี่คือสายน้ำเกลือ นี่คือท่อระบายของเสีย
บางวันเท่านั้นหรอก ย่าถึงจะมีท่าทางเหมือนสามารถรับรู้เรื่องภายนอก
แต่ส่วนใหญ่แล้ว ดวงตาย่าจะเหม่อลอย ไม่รู้ความ
มีอาการแบบที่เค้าเรียกกันว่า ผัก โดยสมบูรณ์

ย่าจากไปเมื่อสองปีก่อน

การเฝ้ามองคนที่คุณรักค่อยๆ แตกสลายไปต่อหน้าต่อตา ก็คงเหมือนการมองดูโลกกำลังดับสูญ มองดูช่องโอโซนขยายตัวกว้าง มองดูน้ำแข็งขั้วโลกละลาย มองดูผู้คนเข่นฆ่ากันเองเพื่อสิ่งสมมติ
คุณรู้สึกว่าตัวเองช่างเล็กกระจ้อยร่อย เป็นเพียงผงธุลีล่องลอยไร้ความหมายในจักรวาลอันไพศาลบัดซบ
คุณเจ็บปวดที่คุณช่วยอะไรไม่ได้ และยิ่งคุณแยแสมากเท่าไหร่ มันก็ทำให้คุณเจ็บปวดมากเท่านั้น คุณอยากจะหันหน้าหนี แล้วคุณก็โกรธเกลียดตัวเองที่หันหน้าหนีและใจไม้ไส้ระกำ

แท้จริงแล้ว ทุกอย่างล้วนมีอายุขัยของมัน
ย่าก็มีอายุขัย
แม้แต่ดวงอาทิตย์ ศูนย์กลางแห่งระบบสุริยะ และโลกใบนี้ก็มีวันแตกดับ

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เรายังต้องอยู่ด้วยกัน
และมีสิ่งสารพันที่ควรลงมือทำไม่ใช่หรือ

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©




ยิ่งคุณอ่อนไหวมากเท่าไหร่ คุณจะพบเจอเรื่องเจ็บปวดในชีวิตมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ความเจ็บปวดและความต้องการที่จะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้นจะหล่อหลอมให้คุณกระด้าง ไม่รู้สึกรู้สากับชีวิตมากขึ้นทุกที ตามมาด้วยความชิงชังทุกอย่างในโลก ไม่เว้นแม้แต่ตัวเอง
เด็กผู้อ่อนไหวที่สุด ลงท้ายอาจกลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่เย็นชาที่สุดก็ได้

Cynics are made, not born.
- Anonymous

และบางทีอาจเป็นเพราะมนุษย์เราล้วนรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าตนเองช่างเล็กกระจ้อยร่อย เป็นเพียงผงธุลีล่องลอยไร้ความหมายในจักรวาลอันไพศาลบัดซบ

พวกเราถึงได้โหยหาความรักกันมากขนาดนี้

การมีใครสักคนมองเห็นเรา รู้จักเรา ต้องการเรา - ความรู้สึกอบอุ่นที่ชำแรกลงไปยังหน่วยอณูที่เต้นระริกอยู่ในเส้นเลือดและมวลกล้ามเนื้อ ฉับพลันนั้น จู่ๆ ชีวิตหรี่ริบของเราก็ไม่เปล่าดายจนเกินไป ราวกับมีห้วงอวกาศ กาแล็กซี่ ดวงดาว และอุกกาบาตนับพันล้านโคจรล่องลอยอยู่ภายใน แม้สุดท้ายเรายังคงเป็นผงธุลี แต่ก็เป็นถึงผงธุลีอันเป็นที่รัก

It takes a clever man to turn cynic and a wise man to be clever enough not to
- Fannie Hurst



หนังเรื่อง The Bow ของคิมคีดอค (ซึ่งกำลังจะเข้าฉายที่ลิโด้) พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายชราและเด็กสาว
หนังแสดงให้เห็นว่าความรักที่ชายชรามีต่อเด็กสาว แท้จริงแล้วมีพื้นฐานอยู่บนความเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตนเองเป็นใหญ่
จนกระทั่งเขาได้ รับ ความรักที่เฝ้าถวิลจากเด็กสาวผู้ยอมสละซึ่งความต้องการของตนเอง เมื่อนั้นแหละ เขาจึงรู้จักที่จะ ให้ เป็นครั้งแรก

People who are hungry can feed no one.
- My Mom


บางทีแค่คุณอุ้มหมาข้ามถนน หรือมอบความรักให้ใครสักคน โดยไม่รู้ตัว คุณอาจมีส่วนช่วยให้คนๆ นั้นมีกะจิตกะใจพอจะหันมาคิดถึงคนอื่น และรักโลกได้ทั้งใบ

บางทีช่วงนี้ฉันคงจะอิ่มความรัก (จริงดิ)

ตลกน่ะ!


©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

**เดิมทีคิดว่าจะจบข้อเขียนยาวหฤโหดไว้เพียงย่อหน้าบน แต่เผอิญเกิดเรื่องตลกเหลือเชื่อขึ้นเมื่อบ่ายวันพฤหัส ซึ่งฉันควรบันทึกไว้กันลืม**

ฉันกำลังยืนรอรถเมล์พลางคิดถึงหมาตัวนั้นเมื่อหลายปีก่อน
พอทอดสายตาไปยังการจราจรเบื้องหน้า ก็เห็นหมาหน้าโง่หนึ่งตัวยืนอยู่บนถนน มันเป็นหมาลูกครึ่งขนปุยสีดำน้ำตาลซึ่งฉันไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งๆ ที่กำลังยืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง

ที่เรียกว่าหมาหน้าโง่ เพราะมันไม่ได้พยายามข้ามถนนอยู่หรอกค่ะ
มันกำลังสูดจมูกฟุดฟิด ดมล้อรถยนต์ที่ติดไฟแดงอยู่บนถนนเพื่อเฟ้นหาที่ฉี่เหมาะๆ

สัญญาณไฟกำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียว
ขบวนรถข้างหน้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปทีละคันสองคัน
เจ้าหมาเวรตะไลยังดุ๊กดิ๊กๆ หาที่ฉี่อยู่เลย

สาบานเลยว่าฉันไม่ได้โม้
เออหนอ, คิดถึงหมา หมาก็มา
ทำไมเรื่องพรรค์นี้ต้องมาเกิดกับฉันอยู่เรื่อยเลย
นี่ฉันควรเรียกมันว่าเหตุบังเอิญ หรือบททดสอบจากพระผู้เป็นเจ้าดีนะ

หากมันคือการเล่นสนุกของพระองค์ ฉันต้องขอบอกเลยว่าท่านช่างเป็นพระเจ้าผู้รุ่มรวยอารมณ์ขันและสร้างสรรค์ดีแท้ และฉันคงทำใจให้รักพระองค์ได้ไม่ยาก

ผลสอบเป็นยังไงน่ะเหรอ

ฉันไม่ได้กระโจนลงไปอุ้มหมาอย่างองอาจห้าวหาญหรอกค่ะ
ใสเจีย - เสียใจ
เจ้าหมาอยู่ห่างจากฟุตบาทแค่ไม่กี่ฟุตเอง จะลงทุนแบกมันขึ้นบ่าก็ดูจะเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุกระไรอยู่
ฉันแค่ไปยืนโบกไม้โบกมือไล่มันให้ถอยขึ้นฟุตบาท ขณะมีพลเมืองดีบนฝั่งอีกจำนวนนึงช่วยกันส่งเสียงร้องเรียกมันว่า โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง

หมาเจ้าปัญหานั่นเดินขึ้นฟุตบาทอย่างว่าง่าย
ก่อนจะเดินไปพบทำเลเหมาะๆ ของมันตรงตู้โทรศัพท์
ยกขาฉี่............................
แล้วก็เดินจากไป




กด (>) เพื่อ "ตัวเปียก" กับคุณวิยะดา
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เราคนนึงล่ะ ที่เผ้ามองดูคนที่เรารักจากไปอยู่เรื่อยๆ

เลือกได้เราคงอยากอยู่เป็นคนสุดท้าย

สาบานได้ว่าการเผ้ารอโปรแกรมหนังของลิโดเป็นหนึ่งในเรื่องโปรดของเรา

: )
#1  by  trash (202.57.176.153) At 2006-06-19 11:43, 
ยาวหฤโหดจริงๆ ด้วย เหมือนกับฉลองการกลับมาของ exteen เลยค่ะ
แต่หวานอ่านจบนะคะ (ก็โดดงานมาอ่าน blog นี่นะ)

เรื่องหมาข้ามถนน อ่านแล้วอบอุ่นไปด้วย อยากเห็นหน้าชายหนุ่มผู้อุ้มหมา hero สุดๆ
เรื่องฉีดญาคุณยา เสียใจด้วยนะคะ การฉีดยาคนอื่นเป็นอีกสาเหตหนึ่ง ที่ทำให้เราไม่เลือกเรียนหมอ...

หวานชอบที่คุณเขียนทุกเรื่องนะคะ
#2  by  namwarn At 2006-06-19 12:38, 
โอ๊ะ ไม่คิดว่าการอุ้มหมาจะกลายเป็น ฮี โร่ ตอนที่อุ้มมันข้ามถนนก็แค่คิดเข้าข้างตนเองไปว่า เราถูกโฉลกกับหมาเป็นอันมาก หมาคงไม่กัดเรา
แล้วที่สำคัญคือตอนนั้นน่ะ ตอนเลิกงานรถมันแยะ มากๆๆๆ
ดีกว่าปล่อยมันไปโลกหน้าโดยยังไม่ถึงเวลาอันควร
แต่ตอนที่ข้ามถนนเสร็จแล้ว หันไปมองรอบๆเห็นเด็กๆบนรถนักเรียนโบกมือให้ เขิลล์แต่ก็ รู้สึกว่าหัวใจมันพองขึ้นมาเลยล่ะ
สวัสดีตอนบ่ายของวันหลังวันอาทิตย์1วันค่ะ
#3  by  walk my own way ^^ At 2006-06-19 14:11, 
http://www.popcornmag.com/index.php?option=content&task=view&id=588



อันนี้เรื่องล่าสุดของผู้กำกับคนนี้

มีตัวอย่างให้ดูด้วย น่าดูจัง
#4  by  ปุ่น At 2006-06-20 05:47, 
บนโลกใบเล็ก ๆ ใบนี้ ที่มีคนอยู่มากมายเนี่ย
ในแต่ละวัน ก็มีเรื่องมากมายให้เราได้พบได้เจอนะคะ

มีหลายครั้งที่เจอเรื่องอะไรสักเรื่อง
ในหัวก็คิดอะไรไปได้ร้อยแปดพันเก้า

ชินซะแล้วถ้าคนข้าง ๆ จะพูดขึ้นมาว่า "เพ้อเจ้อ"

ก็เรื่องบางเรื่องมันก็น่าคิดอ่ะเนอะ

ชอบประโยคนึงมาก ๆ
"ความต้องการจะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด จะหล่อหลอมให้คุณกระด้าง"
แอบเห็นด้วยค่ะ
ในบางครั้ง บางเหตุการณ์ในชีวิต
เลยต้องยอมเจ็บปวดซะบ้าง
กลัวตัวเองจะกลายเป็นคนกระด้าง จนไม่มีความรู้สึกน่ะค่ะ

มันน่าสงสารตัวเอง ถ้าจะกลายเป็นแบบนั้น
#6  by  ??? At 2006-06-20 08:40, 
โอ้ว

ชอบ เอนทรี่นี้มากๆๆๆๆ


#7  by  filmsick At 2006-06-20 12:08, 
โอ้ว

ชอบ เอนทรี่นี้มากๆๆๆๆ


#8  by  filmsick At 2006-06-20 12:08, 
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ...พี่รหัสเราเอา web blog คุณมาโพสที่ blog ของเรา เราเลยเข้ามาพบคุณ

นั่งอ่านข้อความจนหายง่วงนอน พออ่านจบคำแรกที่เกิดขึ้นในใจคือ "ดีจัง" ดีอะไรไม่รู้ และทำไมถึงต้องดีก็ไม่รู้ แต่เอาเป็นว่าเราชอบความคิดของคุณที่เขียนบันทึกลงใน entry นี้ก็แล้วกัน
#9  by  unknown subject At 2006-06-20 15:17, 
อยากจะสารภาพว่า....
ทุกครั้งที่เข้ามาอ่าน
ข้าพเจ้ามักจะสบถกับตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า...

"บล๊อก....อะไรวะ? ทำไมกูต้องอ่านแล้วอ่านอีกไม่ยอมปิดซักที"
(ตรงจุด จุด จุด นั่นน่ะไปหาคำนรกๆเติมเอาเองนะตะเอง)



*คิดถึงนิดๆอ่ะนะ...
ไม่มากมายอะไร
ก็แค่...

คิดถึงจนจุกอก...
...ก็เท่านั้นเอง

((( อ้วกกกกกก.... !!!)))

แม๊.... ทำไปด้ายยย...ย...
#10  by  MySouL At 2006-06-21 21:36, 
ขอเมนต์ คร้าบบบบบ ตื่นเต้นเร้าใจดีจริง ทรี่นี้อ่านรวดเดียวจบเลยยยยยยย มีหลายอย่างเห็นด้วยตั้งเยอะ
booboon
#11  by  boon boon At 2006-06-22 20:58, 

ขอบคุณมากๆ ค่ะ สำหรับคำแนะนำ และ กำลังใจดีๆ
#12  by  unknown subject At 2006-06-23 14:28, 
รู้สึกจะอัดอั้นตอน exteen ปิดนะครับ
ผมไม่เคยอุ้มหมาข้ามถนนแหะ...
#13  by  เต่า At 2006-06-23 19:02, 
ชอบเรื่องหมาจริงๆค่ะ
น่ารักๆ
#14  by   At 2006-06-23 22:21, 
ไม่ได้ไปเฮาส์ตั้งนาน ตั้งแต่ดู Be with you เรื่องนี้เงียบ และสะกดใจได้จริงๆ

ชอบนั่งรถเมล์ ถึงแม้ว่าไม่มีจุดหมายปลายทางอะไร เวลามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นชีวิตของคนหลายๆคน

บางอย่างก็ทำให้เราหดหู่ใจ
บางอย่างก็ทำให้เรายิ้มได้

โลกนี้ยังมีอะไรน่าศึกษาอีกมากมายจริงๆ
#15  by  PaBaJa At 2006-06-24 17:05, 
แหม...อะไรจะเศร้าปานนี้หนอ...
เฮอ...ยังไม่ได้ไปดูเลย...น่าดูจัง
...โชดดีมีความสุขอย่างสุดซึ้งเยอะๆล่ะ...
#16  by  ob1 At 2006-06-26 11:26, 
ก็อย่างที่คุณบอก การทำความดีบางครั้ง
ก็ต้องอาศัยความกล้าและความอดทน
ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ต้องอาศัยสิ่งเหล่านั้นด้วย
หลายๆครั้งที่ตัวเองไม่กล้าที่จะทำ เพราะ
กลัวสายตาของคนรอบข้างจะมองว่า
ทำไปเพราะต้องการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนดี มีครั้งนึง ขณะที่กำลังรอรถเมล์อยู่หน้าเมเจอร์ มองออกไปที่ถนน
เกือบๆถึงริมฟุตบาทฝั่งที่ยืนอยู่ มีเศษกิ่งไม้อันนึงขนาดพอสมควร ซึ่งอาจจะร่วงลงมาจากต้นไม้แถวนั้น วางขวางถนนอยู่
ในใจก็คิดว่าอยากจะเดินไปหยิบออกมา
เหลือเกิน เพราะกลัวว่ารถมอเตอร์ไซด์
ที่ขี่มาอย่างเร็วจะไม่ทันมองแล้วจะเสียหลักล้มได้ แต่พอเห็นสายตาของคนที่ยืนอยู่แถวนั้นแล้วมันรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก เลยตัดสินใจยืนอยู่เฉยๆ เหมือนกับคนอื่นๆที่ยืนมองแต่ไม่กล้าเข้าไปหยิบเช่นกัน ระหว่างที่คิดยังไม่ทันไร
รถมอไซด์คันนึงก็ขี่มาแล้วก็ลากเอาเจ้ากิ่งไม้นี้ติดใต้ท้องรถไปด้วย แต่ยังโชคดีที่เค้าไม่ล้ม แล้วจอดเอากิ่งไม้นั้นออกได้ ถ้าเรื่องมันไม่ใช่แบบนี้ล่ะ คิดว่าคงจะรู้สึกผิดไปอีกนานแน่ๆ ถ้าได้เห็นเค้าล้มลงต่อหน้าต่อตา คงจะต้องรู้สึกผิดไปอีกนานเลย

ส่วนเรื่องหมาที่คุณว่า ถ้าเป็นตัวเองในตอนเด็กๆ คงเข้าไปอุ้มอย่างไม่ลังเล
แต่ในตอนนี้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า จะทำรึเปล่า ทำไมยิ่งโตขึ้นแล้วความกล้าที่จะทำความดีมันลดลงนะ ไม่เข้าใจจริงๆ

คิดถึงเช่นกัน
#17  by  *บลาสต์ At 2006-06-26 19:44, 
ที่คุณบอกว่าช่วงนี้ความคิดคล้ายกัน ในเวลาเดียวกัน

อือ... พออ่านวันนี้แล้วก็...
นะ

แปลกดีแท้
#18  by  นกฮูกดีไซน์ At 2006-06-29 10:59, 
เก่งแฮะ ขบคิดเป้นเรื่องเป็นราวดีจัง
#19  by  '''''''''' ' _ ' ''''''''''' At 2006-06-30 12:37, 
อ้อแล้วอีกอย่าง-ผมชอบกราฟฟิคปล็อคคุณนะ ดิบดี
#20  by  '''''''''' ' _ ' ''''''''''' At 2006-06-30 13:05, 
5555 อ่านแล้วนึกถึงเมื่อหลายปีก่อนตอนเรียนหนังสือ
มีลูกหมาตัวนึงติดอยู่บนระเบียงตึกชั้น2ไม่รู้ใครไปแก้งมัน
มันยืนตัวสั่นเหมือนมันหิวข้าวเหมือนกันกะผมที่กำลังรอพักเที่ยงอยู่ เพื่อนๆผมยืนดูมันพร้อมกับหัวเราะที่ขนมันมีปกคลุมร่างกายน้อยซะเหลือเกิน
(ขี้เลื้ื่อนนั่นเอง)
แต่ทำไงได้ผมดันรู้สึกไม่ดีเวลามองเห็นหมาตัวนั้น
ผมเลยไปเอาผ้าถูพื้นห้องมาแล้วกระโดดลงไปที่ระเบียงเพื่อจะอุ้มมันแล้ว
ปล่อยมันลงไปจ้างล่างแต่ปลายผ้าดันไปโดนตัวมันก่อน
อาการหิว+กับอาการกลัวมันเลยฝากเขี้ยวชุ่มน้ำลาย
ที่มือผมเลือดใหลย้อย
ผมปลั้มกับมันอยู่พักใหญ่ หร้อมกับเสียงหัวเราะของเพื่อนๆๆๆๆๆๆที่มีคความสนุกเหลือเกิน
ราวกับว่ากะลังดูแมนยูฯยิงนำคู่ต่อสู้ซะงั้น
ผมเอามันลงมาได้ ผมทำแผล และไปให้หมอฉีดยากันบ้า+เสียตังค์ ต่อมาลูกหมาตาย
พร้อมกับ เรื่องเล่าที่ล้อเลียนผมกับเพื่อนที่ติดตัวมาตลอดชีวิต

ผมมองย้อนกลับไป มันเจ๋งว่ะ!!!!
แต่ตอนนี้เพื่อนผมมันไม่ค่อยมั่นใจว่ายาที่หมอฉีดให้
มันผิดหลอดหรือป่าว!!!!!!!

#21  by  rafilmstruck At 2006-08-04 05:36, 

<< Home


SunDay-SynDrome
View full profile