2006/Jun/19

หลายปีก่อน ฉันอยู่บนรถเมล์ซึ่งกำลังติดไฟแดงสี่แยก
รถจอดนิ่งอยู่อย่างนั้น คล้ายกับฉันซึ่งจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดตัวเอง
จนเวลาผ่านไป ฉันเริ่มสังเกตเห็นว่าทุกคนบนรถต่างหันไปทางหน้าต่างด้านซ้าย ไม่เว้นกระทั่งกระเป๋ารถเมล์ พวกเขากำลังตั้งใจมองบางสิ่ง
ฉันหันมองออกนอกหน้าต่าง

บนแยกซ้าย หมาหน้าตื่นตัวหนึ่งกำลังข้ามถนน
มันมาได้ครึ่งทางแล้ว แต่ติดอยู่ตรงกลาง ไปต่อไม่ได้
มันพยายามวิ่งตามมนุษย์สองเท้าอื่นๆ ที่ข้ามถนนอยู่ แต่พอเห็นรถใกล้เข้ามา มันก็ตกใจกลัวแล้ววิ่งกลับไปที่เดิม เรามองเห็นมันละล้าละลัง ก้าวขาไปแล้ววิ่งถอยกลับมาตั้งหลักหลายครั้ง
มันเป็นหมาจรจัดสีน้ำตาลแดงแบบที่คุณจะพบเห็นได้ตามข้างถนนทั่วไป
ทุกคนบนรถมีท่าทีเหมือนกำลังแอบเอาใจช่วยให้มันข้ามถนนได้สำเร็จ
กระเป๋ารถเมล์ซึ่งเป็นหญิงร่างท้วมถึงกับร่วมลุ้นออกมาดังๆ โธ่เว้ย จอดให้มันข้ามหน่อยก็ไม่ได้
และแล้ว หนุ่มชาติอาชาไนย, พ่อเทพบุตรป่าคอนกรีต, ก็เดินเข้าฉากมา เขาก้าวมาสมทบกับหมาตรงเกาะกลางถนน แล้วอุ้มมันด้วยสองแขนก่อนจะแบกมันข้ามถนนไปด้วยความรวดเร็วประดุจวายุบุตร

ถ้าเป็นฉันคงไม่กล้า เพราะฉันคงมัวแต่คิดว่า 1. หมาอาจเป็นขี้เรื้อน 2. เห็บหมาอาจจะกัด 3. หมาอาจตกใจ ดิ้นพราดๆ แล้วงับมือฉันเข้าให้ก่อนจะอุ้มมันไปถึงฝั่ง

เมื่อเราต่างมั่นใจในสวัสดิภาพของหมา บรรยากาศบนรถเมล์จู่ๆ ก็ดูเป็นมิตรมากขึ้น เราหันมองหน้ากันด้วยรอยยิ้มโล่งอก แม้แต่กระเป๋ารถเมล์ที่กำลังปาดเหงื่อก็ดูสวยน่าพิศขึ้นผิดตา
สัญญาณไฟเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียว
รถเมล์วิ่งทะยานต่อไป นำเราสู่เส้นทางแห่งนิมิตอันสดใสพร้อมความเชื่อมั่นในโลกอันอุดมด้วยความรัก ที่ซึ่งมนุษย์คอยโอบอุ้มกันและกันด้วยใจที่ใฝ่สันติภาพและความดีงาม

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

หลายอาทิตย์ก่อน ฉันเดินไปรับเช็คที่บริษัทแถวบ้าน
ผ่านไซต์งานก่อสร้างซึ่งปักหลักมานานนับปี และไม่มีท่าทีว่าจะสร้างอะไรเสร็จเสียที
คราวนี้ฉันพบว่ามีการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น
เพราะ ภายใน อาณาบริเวณของไซต์งานก่อสร้าง มีร้านส้มตำมาเปิด
สาวพนักงานออฟฟิศส่งข้าวเหนียวเข้าปาก ขณะหนุ่มคนงานกำลังผสมปูนอยู่ห่างจากวงส้มตำไปไม่ถึงสองคืบดี
ฉันเบ้ปากอย่างไม่รู้ตัว อดสลดกับคุณภาพชีวิตอันต่ำต้อยของชาวกทม.ไม่ได้
กินส้มตำเคล้าผงปูนซีเมนต์เนี่ยนะ...
นี่ถ้าผู้นำนานาอารยประเทศมาเห็นเข้าตอนงานเอเปค พวกเขาจะประทับใจแค่ไหนเชียว
แล้วฉันก็นึกรังเกียจในความคิดอันดัดจริตของตน
นี่ฉันใช้มาตรฐานความคิดประเภทไหนมาตัดสินคนอื่นหรือ คุณภาพชีว้งชีวิตอะไรกัน จะหลงงมงายกับนโยบายสร้างภาพไปถึงไหน
นี่สิ! ความเป็นจริงของชีวิต นี่สิ! ความเป็นอยู่ของคนไทยส่วนใหญ่
อันที่จริงฉันควรชื่นชมในวิถีชีวิตอันเรียบง่าย แฝงด้วยความงามอันละเมียดกลางไอแดด และภูมิปัญญาพื้นถิ่นในการสร้างประโยชน์จากที่ว่างทุกตารางนิ้วถึงจะถูก
พวกเขาก็ดูมีความสุขและเอื้ออาทรกันเรื่องปากเรื่องท้องดีไม่ใช่หรือ
ฉันเดินกลับบ้าน นั่งลงหน้าคอมฯ พรมปลายนิ้วบนคีย์บอร์ด และนึกรังเกียจตัวเองซ้ำสอง

ไม่ว่าฉันจะคิดอย่างไร ก็ถือเป็นความดัดจริตทั้งขึ้นทั้งล่อง

เพราะเอาเข้าจริง ฉันแยแสหรือก็เปล่า ฉันไม่ได้กลับมานั่งคิดจริงจังว่าจะปรับปรุง หรือสร้างประโยชน์ให้ชุมชนของเราดีขึ้นได้ด้วยวิธีไหน อย่างไร และฉันก็ไม่ได้ซาบซึ้งไปกับภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่ว่าถึงขนาดจะลงไปร่วมเอร็ดอร่อยกับส้มตำพลางชมการสาธิตกรรมวิธีสร้างตึก

อย่าว่าแต่ชุมชนนี้ เมืองนี้ ประเทศนี้ หรือโลกใบนี้เลย แม้แต่คนใกล้ตัว ฉันก็ไม่แยแส

เวลานั้น ฉันควรโทรหาเพื่อนสาวสามคนเพื่อไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ ไม่นับรวมผู้ชายอีกสองคน
รู้ทั้งรู้ว่าพวกเธออยู่ในช่วงระทมทุกข์ ฉันก็ยังยึดคติที่ว่า เดี๋ยวมีอะไร มันก็โทรมาเอง และ ฉันปลอบใจคนไม่เก่ง
กว่าจะสำนึก เพื่อนคนนึงก็เข้า(และออกจาก)โรงพยาบาลเสร็จสรรพโดยฉันไม่ได้รู้เรื่องอะไรสักนิด จนเพื่อนน้อยใจ โกรธจนหายโกรธแล้วนั่นเอง เธอถึงได้โทรมาบอกข่าว
ฉันนั่งคิดกับตัวเองว่าจะโทรหาเพื่อนอีกคนเสียที แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้โทร และในคืนนั้นพ่อของเธอก็โทรหาฉันตอนตีหนึ่งครึ่ง เพราะติดต่อลูกสาวไม่ได้
ตอนนั้นแหละฉันถึงได้ตาลีตาเหลือกกดโทรศัพท์
ซึ่งหากมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพื่อนฉันก็คงขึ้นอืดไปนานแล้ว

บางทีฉันอาจเป็นแค่คนเห็นแก่ตัวอีกคนหนึ่ง

และบางทีคนที่คิดถึงแต่ความสุขของตัวเอง กับคนที่หมกมุ่นอยู่ในความทุกข์ของตน ก็คงเห็นแก่ตัวพอๆ กัน เพียงแต่ต่างวาระเท่านั้นเอง

ความคิดนี้ทำให้ฉันเศร้า

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

แม่เคยมอบหมายหน้าที่ให้ฉันฉีดอินซูลินให้ย่าทุกเช้า
ฉันเกลียดกลัวเข็มฉีดยาชนิดเห็นแล้วต้องเข่าอ่อน แม้ในขณะที่พิมพ์อยู่นี้ แค่นึกภาพ นิ้วฉันก็เริ่มอ่อนแรงกะทันหัน
คุณเอ๋ย เวลาเป็นฝ่ายถูกฉีดยา คุณยังหลับตาได้ แต่เวลาเป็นฝ่ายฉีดนี่สิ ความสยองมันเทียบกันไม่ได้เลย

ทุกเช้าก่อนจับเข็ม ฉันจะเริ่มตั้งสมาธิ หายใจเข้าลึกๆ
ส่งยิ้มเยือกเย็น พยายามแผ่รัศมีแห่งความเชื่อมั่นเผื่อว่ามันจะทำให้ย่าอุ่นใจ

ย่าอยู่กับเรานานพอจะทำให้เรามีเวลาทำใจ
เราเห็นย่าค่อยๆ ย่ำแย่ลงทุกที ตั้งแต่ย่ายังพอเดินได้ พูดได้ เคี้ยวอาหารเองได้
จนกระทั่งเส้นเลือดในสมองย่าเริ่มตีบ
ย่าเป็นอัมพาตครึ่งตัว ต้องนอนอยู่เฉยๆ ต่อสายระโยงระยาง
สายนี้คือท่อส่งอาหารเหลว นี่คือสายน้ำเกลือ นี่คือท่อระบายของเสีย
บางวันเท่านั้นหรอก ย่าถึงจะมีท่าทางเหมือนสามารถรับรู้เรื่องภายนอก
แต่ส่วนใหญ่แล้ว ดวงตาย่าจะเหม่อลอย ไม่รู้ความ
มีอาการแบบที่เค้าเรียกกันว่า ผัก โดยสมบูรณ์

ย่าจากไปเมื่อสองปีก่อน

การเฝ้ามองคนที่คุณรักค่อยๆ แตกสลายไปต่อหน้าต่อตา ก็คงเหมือนการมองดูโลกกำลังดับสูญ มองดูช่องโอโซนขยายตัวกว้าง มองดูน้ำแข็งขั้วโลกละลาย มองดูผู้คนเข่นฆ่ากันเองเพื่อสิ่งสมมติ
คุณรู้สึกว่าตัวเองช่างเล็กกระจ้อยร่อย เป็นเพียงผงธุลีล่องลอยไร้ความหมายในจักรวาลอันไพศาลบัดซบ
คุณเจ็บปวดที่คุณช่วยอะไรไม่ได้ และยิ่งคุณแยแสมากเท่าไหร่ มันก็ทำให้คุณเจ็บปวดมากเท่านั้น คุณอยากจะหันหน้าหนี แล้วคุณก็โกรธเกลียดตัวเองที่หันหน้าหนีและใจไม้ไส้ระกำ

แท้จริงแล้ว ทุกอย่างล้วนมีอายุขัยของมัน
ย่าก็มีอายุขัย
แม้แต่ดวงอาทิตย์ ศูนย์กลางแห่งระบบสุริยะ และโลกใบนี้ก็มีวันแตกดับ

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เรายังต้องอยู่ด้วยกัน
และมีสิ่งสารพันที่ควรลงมือทำไม่ใช่หรือ

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©