2006/Aug/08

เหตุผลกลใดหรือที่ทำให้คนเรามีชู้ หรือ เป็นชู้?
เพราะโชคชะตา สรวงสวรรค์ จักรวาลบันดาล?
เพราะฟ้าวันนี้สวยงามกว่าวันไหน?
เพราะเราสองคนมีอะไรๆ(คูลคูล)คล้ายกัน?

พูดก็พูดเถอะ อย่าว่าแต่เรื่องชู้เลย
ดูแต่ความรักเถิด
เหตุผลกลใดหรือที่ทำให้คนเรามีความรัก?

หากจะยก ธรรมชาติ มาอ้างเป็นรากฐานแห่งความต้องการทางเพศว่ามีไว้เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์
เซ็กส์ ก็พอจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายอยู่
แต่ด้วยมายาคติหรืออะไรก็สุดแท้แต่ที่สร้างภาพให้เซ็กส์กลายเป็นเรื่องสกปรกน่ารังเกียจ เป็นขั้วตรงข้ามกับความรักที่ดูสะอาดและบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ถ้าจะให้เราคำนึงถึงเซ็กส์แต่เพียงประการเดียว
เราก็คงไม่ต่างจากสัตว์โลกทั่วไป
และคงดูกระสัน หื่นกระหาย หยาบเถื่อน ขาดศิวิไลซ์
ไร้ความละเอียดอ่อนทางอารมณ์อย่างน่าละอาย

ด้วยเหตุนี้กระมัง เรา มนุษย์ผู้ประเสริฐและเหนือชั้นกว่าสัตว์สปีชีย์ไหน
จึงได้คิดค้นนวัตกรรมอันสวยสดที่เรียกว่าโรแมนซ์
มาเป็นเครื่องรองรับเหตุผลในการทำกิจกรรมแสนสามัญธรรมดาที่สุดในโลก
เมื่อถึงฉากเข้าพระเข้านาง ฉากเลิฟซีนของเราจะได้ดูอบอุ่นสวยงามเฉกเช่นหนังรักชั้นดี ต่างจากฉากร่วมเพศทื่อๆ อันไร้ซึ่งศิลปะในหนังโป๊เกรดต่ำทั้งหลาย

กระทู้ดอกทอง เป็นหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งฉันชอบมาก คำ ผกาถอดหน้ากากหญิงสาวสูงศักดิ์ผู้ไว้ตัว เช่นคุณหญิงกีรติในนิยายเรื่อง ข้างหลังภาพ ให้กลายเป็นอีสาวร่านสวาทได้หน้าตาเฉย ในบทหนึ่ง คำ ผกา พูดถึงนิยายเรื่อง ปูนปิดทอง ซึ่งออกจะต่างจากนิยายหัวโบราณเล่มอื่นๆ ในยุคเดียวกันสักหน่อยตรงที่พูดถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างเปิดเผย ซ้ำนางเอกก็ไม่ได้เป็นกุลสตรีประเภทเรียบร้อยประดุจผ้าพับ แต่มีทัศนคติเปิดกว้างในเรื่องเพศ

หากในขณะเดียวกัน ปูนปิดทองก็ต่อต้านเซ็กส์ที่ปราศจากความรัก เพราะเมื่อถึงฉากเลิฟซีนของคู่พระคู่นาง ผู้เขียนก็ใช้ความรักเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้การมีเพศสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูสูงส่งและผุดผ่องขึ้น ด้วยการบรรยายฉากรักที่ปราศจากกระสันสวาท เต็มเปี่ยมด้วยความเข้าอกเข้าใจและความโรแมนติกเหลือเชื่อ

สุดท้าย คำ ผกา เปรียบเปรยบทบาทของความรักในนิยายเรื่องปูนปิดทอง ว่าเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ชำระล้างความโสโครกในเรื่องเพศ แบบเดียวกับที่พระ-นางของเรื่องต้อง ลวก ปูเค็มในส้มตำด้วยน้ำเดือดเสียก่อน เพื่อให้เขมือบมันลงไปได้โดยไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนหรือแขยงความสกปรก

แสบไหมล่ะนั่น...

ว่าแต่ว่า คำ ผกา เป็นใครกัน?
ในขณะที่งานเขียนทั้งหลายของเธอกระเดียดไปทาง เฟมินิด-เฟมิหน่อย (เธอเรียกของเธออย่างนี้) หลายคนอาจงงเมื่อรู้ว่าเธอผู้นี้อีกนั่นแหละ เคยเปลื้องผ้าอวดเรือนร่างบนหน้าปก GM มาแล้ว
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ด้วยเหตุผลในเชิงวิชาการ กล่าวคือ เพื่อชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่สังคมแต่ละยุคสมัยกำหนดว่าโป๊หรือไม่โป๊เป็นเพียงเรื่องที่เราคิดฝันปั้นแต่งกันขึ้นมาเอง หาใช่สัจธรรมไม่
(ใครว่านักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีจะต้องแต่งกายมิดชิด เชิดชูเกียรติของเมียและแม่ อย่างคุณระเบียบรัดเสมอไป คงต้องเถียงกับ แคโรล ลีห์ กวีกะหรี่ ผู้ริเริ่มสกุลหนังแนว Feminist Porn ดูซักตั้ง)
ซ้ำร้าย เธอยังป่าวประกาศผ่านงานเขียนของตัวเองอยู่เนืองๆ ว่าเธอเคยสมัครใจเป็นชู้กับสามีคนอื่น
ด้วยความที่เธอ ของแรง อย่างนี้เอง หลายคนจึงค่อนแคะว่าเธอเขียนเรื่องเฟมินิสต์ ต่อต้านระบบสังคมที่ชายครองความเป็นใหญ่ก็เพราะผิดหวังเรื่องความรักอยู่หลายครั้งหลายครา

ฉันออกจะเชื่อสนิทใจว่าการที่เธอเปลื้องผ้าถ่ายนู้ดลงปก GM เป็นไปด้วยอุดมการณ์ล้วนๆ
แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าสาเหตุหลักที่เธอเป็นชู้กับสามีคนอื่น เป็นไปด้วยอุดมการณ์ทางวิชาการ คือ เธอต้องการล้มล้างระบบผัวเดียวเมียเดียว อันเป็นเสมือนแอกทางสังคมที่ทิ่มแทงผู้หญิงทั้งผู้ปฏิบัติตามและไม่ปฏิบัติตาม
หรือเป็นไปด้วยอุดมการณ์หัวใจ คือ ความรัก
และหากเป็นเช่นนั้น ตัวเธอเองต้องใช้ความรักที่ว่า ลวก สถานะความเป็นหญิงชู้อยู่กี่ครั้ง จึงกระเดือกมันลงไปได้อย่างอิ่มเอมใจ พลางชื่นชมกับความสุขสมลึกล้ำแห่งรสรักซึ่งก้าวพ้นข้อจำกัดทางสังคม


**ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอผู้อ่านที่รักจงอย่าลืม ว่าผู้เขียนบล็อกนี้เป็นบุคคลที่เคยถูกรุมยัดเยียดสถานะการเป็นควายมีเขา โดยแฟนตัวเองกับหญิงอื่นมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่อาจรับประกันได้ว่าข้อเขียนที่ท่านกำลังอ่านจะคงความเป็นกลาง ปราศจากซึ่งอคติใดๆ**



หลายคำถามในข้อเขียนนี้ ไม่มีคำตอบตายตัว
และฉันก็ไม่ได้ต้องการคำตอบมากไปกว่าการตั้งคำถาม

ฉันว่าหลายๆ อย่างในสังคมเราถูกสร้างภาพให้ดูโรแมนติกเกินไป

ภาพเสนอ ที่เรามองเห็นทำให้เราเสพติดความโรแมนติก และรู้สึกว่าภาพลักษณ์อันสวยงามเหล่านั้นเป็นสิ่ง จำเป็น อันจะขาดพร่องไปเสียไม่ได้

สัญชาตญาณทางเพศดั้งเดิมของเรากลายเป็นเรื่องป่าเถื่อน ไร้ยางอาย ที่เราจำต้องเคลือบฉาบมันด้วย โรแมนซ์ ช่อดอกไม้ ช็อกโกแลต บทกวีแสนหวานจากการ์ดฮอลมาร์ก การดูหนัง กินข้าว ชมงานศิลป์ ฯลฯ เพื่อยกระดับการมีเพศสัมพันธ์ให้ดูดี มีการศึกษา เยี่ยงผู้มีอารยะทั้งหลายพึงกระทำ

แล้วฉันเดือดร้อนอะไรหรือหากใครจะสร้างเรื่องโรแมนซ์มาสนับสนุนเหตุผลในการเสพสังวาสอย่างชอบธรรม?

ฉันเดือดร้อนแน่ หากจู่ๆ หญิงสาวคนนึงเกิดดำริขึ้นว่าแฟนของตนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรีย์แห่งหนังอาร์ตเลยต้องเบียดบังเวลาแฟนฉันด้วยการชวนไปเดินตามแกลลอรี่หรือโรงหนังอาร์ตๆ เพื่อพูดจาฉลาดๆ ใส่กันด้วยประโยคเก๋ๆ ราวกับคัดลอกมาจากบทหนัง (ซึ่งสุดท้ายก็ลงเอยด้วยกิจกรรมทางเพศ)

ฉันเดือดร้อนแน่หากเรื่องโรแมนซ์ที่ใครหลายคนสร้างขึ้นมาสนองความกระสันของตัวเองพาลทำให้พวกเขาเกิดภาพหลอน คิดไปว่าตนเป็นดารานำในหนังชีวิตเรื่องนึง และปฏิบัติกับคนอื่นๆ เช่นตัวประกอบปลายแถว แถมยังใจร้ายกระทั่งลืมใส่มิติทางอารมณ์มาให้ ว่าคนอื่นก็มีอารมณ์รัก/โกรธ/เกลียด/เสียใจเป็น และสมควรมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเลือกทางออกให้ชีวิตตัวเองด้วยเหมือนกัน
โถ นึกแล้วมันน่าน้อยใจ

ช่วยไม่ได้ที่ฉันจะตัดสินเอาเองด้วยความรู้สึกส่วนตัวว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันช่าง เสร่อ เหลือเกิน

ท้ายที่สุด ฉันอดคิดไม่ได้ว่าไอ้ ภาพเสนอ สวยๆ เหล่านี้มันได้กลายเป็นโรคระบาดขนาดหนักไปเสียแล้ว
และฉันคงเดือนร้อนแน่หากประเทศไทยมีแต่คนโรแมนติกๆ ที่ดีแต่พูดประโยคเก๋ๆ ชวนเคลิบเคลิ้มล้นสภา

รวมทั้งเรื่องโรแมนติก(คอมเมดี้)ระดับชาติ อย่าง:
© อีกสี่ปี ประเทศไทยจะไม่มีคนจน
© สามสิบบาทรักษาทุกโรค
© กรุงเทพฯเมืองแฟชั่น
© และอื่นๆ อีกมากมาย

ช่างเป็นภาพที่สวยงามชวนฝัน
อวลกลิ่นกุหลาบฟุ้งกระจายในทุกหย่อมหญ้าเสียจริง
ให้ตายเถอะ! (วกมาเข้าเรื่องนี้ได้ไงเนี่ย!)

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©


วันก่อนผู้ชายไปหยิบนิตยสารเล่มนึงมาจากที่ไหนสักแห่งในกรุงเทพฯ
ชื่อ MAD-gazine เป็นนิตยสารแจกฟรีจาก ม.เชียงใหม่
เขามีเว็บไซด์ด้วย ลองเข้าดูแต่ปรากฏว่าใช้การไม่ได้เสียแล้ว
แซนดี้ว่ามันน่าสนใจดี แต่ไม่รู้ว่าเลิกพิมพ์ไปแล้วหรือยัง
ฉบับที่ได้มาเป็นของเดือนกุมภาฯโน่น ว่าด้วยเรื่องของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม หรือ Culture for Sale
นี่คือส่วนหนึ่งที่คัดมาจากหน้าบทกวีของ วสันต์ สิทธิเขตต์ ค่ะ


Culture for sale
เป็นนโยบายของรัฐบาล
ททท.จงรับไปจัดการ
แจกงบประมาณบานตะไทฯ
ขายเปลือกกระพี้ขี้เปียก
มิเคยสำเหนียกชีวิตไหน
ขุดคุ้ยขายความเป็นไทย
อวดความศิวิไลซ์อันไม่มีฯ
ด้านหนึ่งจะขายวัฒนธรรม
ด้านหนึ่งเหยียบย่ำทุกรากหญ้า
อนุรักษ์แบบไร้สติปัญญา
แปลงเป็นสินค้าบ้าๆ บอๆฯ
เคยหลากหลายรุ่มรวยลึกซึ้ง
กับทึ้งทำลายฉิบหายสิ้น
มรดกวัฒนธรรมของแผ่นดิน
ถูกผีร้ายรุมกินตะกรุมตะกรามฯ
เร่ขายความเป็นไทย
ขาดไร้ชีวิตคิดไม่เป็น
ศิลปะศิลปินมองไม่เห็น
ส่งกลิ่นเหม็นเน่าน่าเศร้านักฯ
อวดแต่กระพี้ไม่มีราก
เกาขี้กลากขากเสลดทุเรศแท้
กระทรวงวัฒนธรรมสาระแน
มืดบอดไร้แง่งามต่ำทรามจริงๆ*


* ชอบประโยคนี้เป็นพิเศษค่ะ
น่าเอาไปวางแจกพร้อมนิตยสารดีๆ อย่าง SiamContemp เนอะ!


©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

แล้วความพยายามจะใสซื่อของแซนดี้ก็สิ้นสุดลงตรงนี้เอง

ยืนไว้อาลัยให้สภาวะไร้มลพิษในบล็อกตัวเองเป็นเวลาสามวิฯ

วันนี้จูบลาคุณด้วยเพลงนี้ค่ะ


Press (>) to Listen

Ivy - One More Last Kiss
I'm not afraid to start over.
It's just a feeling that we shared.
They can't take that away.
I'm not afraid to be lonely.
It's just a question of how long, how long I have to wait.

So one more last kiss like two prisoners.
One more last kiss to hold on to.
One more last kiss just to remember you
Before we fade away, before we fade away.

I'm not here making excuses.
But no apologies could change
The way this all will end.
We're only just what we're made of.
I'm only sorry that we can't have this chance again.

So one more last kiss like two prisoners.
One more last kiss to hold on to.
One more last kiss just to remember you
Before we fade away, before we fade away.

So one more last kiss like two prisoners.
One more last kiss to hold on to.
One more last kiss just to remember you
Before we fade away;

One more last kiss like two prisoners.

One more last kiss to hold on to.

One more last kiss just to remember you

Before we fade away, before we fade away.

ไม่ต้องห่วงนะคะ ว่าจูบลาครั้งนี้จะเป็นการร่ำลาแบบลาแล้วลาลับ
ลองนับดูสิคะว่าไอ้คู่ชู้ในเพลงมันจูบลากันกี่ครั้ง

But if youve found someone you love,
kiss her (or him) like every kiss is your last kiss.

จบแบบนี้ โรแมนติกดีเนอะ!

Comment

Comment:

Tweet


พี่แขกเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากครับ
ผู้ชายคนใดได้อยู่ใกล้แล้วจะรู้สึกอยากรัก
รักทั้งๆ ที่กลัวอย่างนั้นแล
#13 by trash (203.209.25.148) At 2006-08-11 08:40,
เมื่อวานเราเพิ่งเมาท์เรื่องคุณฮิมิโตะกับเพื่อนไป..
นั่งเมาท์กันว่าคิดถึงงานเขียนของเธอ
ไม่รู้ว่าเธออยู่เมืองไทยหรือว่ายุ่นปี่ ขณะ โซ้ยคอหมูอย่างกันอย่างเมามันส์
แล้วพอกินเสร็จ กะลังยืนเมาท์กันต่อที่หน้า7-11 ก็มีรถตู้ของวัดสันขะยอมแล่นผ่านไป มีบุรุษนุ่งผ้าเหลืองอยู่เต็มรถ ฉันกับเพื่อนดีใจ ราวกับว่า เห็นคุณฮิมิโตะตัวเป็นๆ หยั่งงั้นเล้ย
(ตอนนี้รู้แล้วว่าเธออยู่เมืองไทยเพราะเห็นข่าวในมติชน ฮุ ฮุ)
...
ฉันรู้สึกว่า ผู้หญิงสองคนนี้ สั่นสะเทือนขนบของโลก ที่เต็มไปด้วยคนตีสองหน้า
ชอบจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
....
ตอนนี้กำลังคิดเรื่อง ชู้ วนไปวนมา วนมาวนไป เพราะว่า เพื่อนของฉันคนนึงกะลังอยู่ในวังวน อย่างที่คุณแซนดี้เขียน
และ....และ.......
เออ จริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่....เฮ้อ ถ้ามันใช่ล่ะ....
เฮ้อ แต่มันก็ยังเป็นเพื่อนเรา.....
เฮ้อ อีกที ปวดขมอง และ ปวดใจ

#12 by walk my own way ^^ At 2006-08-09 10:41,
ตราตรึงใจจริง ๆ เรื่องนี้
เฮ้อ...นานาทัศนะ...
ความคิดต่างๆของคนนั้นล้วนแล้วแต่มาจากประสบการ์ณ
ถ้าไม่ผ่านเรื่องราวแบบเค้าก็คงไม่รู้........
ในฐานะผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว....
เซ็กส์...ที่ระบายความใคร่อย่างเดียวนั้นอาจจะสนุกชั่วคราว
แต่เซ็กส์ที่พร้อมความรักนั้น...กระผมคิดว่าเป็นความสุขที่สุดในชีวิต
เพราะมันต่างกัน...เรียกได้ว่าตรงกันข้ามอย่างสุดขั้ว
ไม่อาจเปรียบเทียบ...กระผมว่ามันสวยงามมากๆ
#10 by alienboon At 2006-08-09 00:13,
ฉันว่าชู้ (ไม่ว่าจะทางตัวหรือหัวใจหรือแค่สายตาก็เหอะ) เกิดจากสันดานมนุษย์ผู้ชอบการเปรียบเทียบค่ะ คนเราอยากได้สิ่งที่ตนไม่มีหรือครอบครองไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าไอ้สิ่งนั้นมันจะดีกว่าหรือว่าอะไรหรอก แต่เพราะมันยังไม่ได้มา (หรือจะไม่มีทางได้มา ด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม) เลยทำให้มันมีรสชาติ...ซาบซ่านน่าติดตาม น่าติดใจ

ฉันว่าความรักเป็นความหมกมุ่นอย่างหนึ่งค่ะ ตามธรรมชาติแล้วมนุษย์รักกันอย่างปล่อยวางไม่ได้ (หรือได้แต่ไม่ดี...มันทรมาน) ความรักในแง่"นั้น" หากอยู่ภายใต้ความเข้าใจที่ตรงกัน เซ็กส์จะตามมาเอง เพราะมันคืออาการหมกมุ่นอย่างหนึ่ง

ฉันว่า บางที โรมานซ์อาจจะเกิดขึ้นเพราะการจะเล่าถึงฉากว่า "มันมีอะไรกัน" อย่างเดียวนั้นไม่มันส์อ่ะค่ะ คนเรามีจินตนาการ เลยต้องการสภาพแวดล้อมประกอบไปด้วย ขำๆค่ะ ฉันฟุ้งซ่าน

ปล. ฉันเป็นเฟมินิสต์ค่ะ แต่(พยายามอยากให้ตัวเอง)เป็นเฟมินิสต์แบบ rational ไม่หัวรุนแรงหรือแสดงความเป็นเฟมินิด-มากอย่างสุดโต่งราวอยากประกาศให้โลกรับรู้ถึงการเป็นเฟมิ-มากของฉัน กร๊ากก
#9 by vendetta At 2006-08-08 23:09,

.............เจ๋งดีค่ะ หลายความคิดเห็นด้วยกับคุณ ในขณะที่อีกหลายความคิด ฉันอาจตีความและเข้าใจไม่เหมือนคุณ............

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความจริงมีแค่ชุดเดียว ในขณะที่แนวความคิดที่คนในสังคมยึดติดหรือพยายามเอาตัวเองไปยืนพิงนั้นอาจมีหลายชุด คุณคิดงั้นไหมล่ะ...
#8 by unknown subject At 2006-08-08 14:08,
เฟมินิสดีจิงๆ
คงต้องหาหนังสือนั่นมาอ่านแล้วล่ะ
ท่าทางจะได้ใจ
#7 by namwarn At 2006-08-08 12:48,
อืม...เฟมินินรึ....
ชอบตรงที่บอกว่าตัวเองเคยโดนอะไรและอาจมีเอียงๆบ้างจัง.....
ก็เข้าใจอะนะ....ประสบการณ์มักจะเป็นตัวบ่งบอกแนวคิด....เป็นหนังสือที่น่าอ่านเล่มหนึ่งนะ.....
ว่างๆจะไปหาอ่านมั่งดีกว่า...
#6 by Gratai...Ka!!! At 2006-08-08 12:45,

ทุกวันนี้คนเป็นชู้กันมากขึ้น

ทั้งชู้ทางกาย และชู้ทางใจ

ชู้ทางสายตา

สารพัดเลย

แต่เหตุผลของการมีชู้ หลายคนชอบอ้างโน้น อ้างนี่สารพัด

แต่ฉันเชื่ออยุ่อย่างเดียวว่า คนที่มีชู้ คือ คนที่ไม่ดี และไม่ซื่อสัตย์

อาจรุนแรง ไปหน่อยนะ

แต่คือถ้าไม่อยากอยู่ด้วยกันแล้ว พูดกันเลยดีกว่า อย่ามีชู้

แหะๆ เราพูดจาเข้าเรื่องป่าวเนี่ยะ

#5 by แสงแดด At 2006-08-08 11:27,
การเป็นชู้อาจเป็นการหลุดออกจากรอบอะไรซักอย่าง
พูดแล้วขนลุก
#4 by rafilmstruck At 2006-08-08 09:36,
อ้าวไหงงั้นล่ะ ใสซื่อได้ไม่กี่วันเองง่ะ 5555+++ นึกใว้แล้วเชียว
#3 by '''''''''' ' _ ' ''''''''''' At 2006-08-08 09:32,
ฉันชอบคุณแขกมากเลยหล่ะ
เพื่อนบอกว่าไม่น่าเชื่อว่าเธอเป็นคนโปรดฉันของนักอ่านสายหวานเช่นฉัน

มีหนังสือของเธอทุกเล่มทั้งในนาม ฮิโตมิ หรือ คำผกา
"กระทู้ดอกทอง"และ"ฉันบ้ากาม"
เป็นเล่มโปรดที่มักจะยัดเยียดให้เพื่อนผู้พ่ายรักเอาไปอ่าน
เพื่อนคนหนึ่งว่า ไฉนจึงมิแนะนำหนังสือธรรมะ
ชื่อบนปกหนังสือ ฉันบ้ากาม ทำให้เธอไม่กล้าถือเข้าบ้าน
แต่เธอถือกลับมาคืนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดีนะ
ส่วนอีกคนบอกว่าเธอคือ ลูกสาวบุญธรรมของซิกมันด์ ฟรอยด์ เอิ๊กๆ

ฉันไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนโยบายประชานิยมนักหรอก
แต่ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของสถิติ wolrd bigest gangbang
เป็นสตรีชาวสิงคโปร์ ประเทศที่ประชานิยมจัดจ้าน
วิ้ว วิ้ว
แวะมาเป่าปากให้แซนดี้ เวอร์ชั่นที่เราชอบ!
วิ้ว วิ้ว
#1 by filmsick At 2006-08-08 08:32,

SunDay-SynDrome
View full profile