2006/Nov/01

เร็วๆ นี้ ฉันได้ตั้งสมมติฐานไว้อย่างนึงว่าคนเราจะสร้างสรรค์อะไรได้นั้น ต้องมีความโกรธเกรี้ยวหรือไม่พอใจอะไรซักอย่าง และคนที่จะเป็นนักเขียนได้ ต้องเป็นคนที่ชีวิตขาดไร้ความสุขเท่านั้น
หวังว่าคงไม่เป็นจริงในทุกกรณีหรอกนะคะ
และฉันจะยินดีมากหากมีใครหาข้อพิสูจน์มาทักท้วงได้ว่าข้อสังเกตของฉันไม่เป็นความจริง

แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มรู้สึกว่าชีวิตดีเกินไป อิ่มเอิบกำซาบในทุกลมหายใจเข้าออกเสียเหลือเกิน จนถึงระดับที่คุณเริ่มรู้สึกว่า ต้องมีอะไรผิดปกติแล้วล่ะ เราไม่ควรมีความสุขขนาดนี้นี่นา

แซนดี้ขอแนะนำให้คุณเปิดทีวีค่ะ

มีสารพัดสิ่งหลอกลวงอันงี่เง่าและความจริงอันน่าเศร้าที่จะปลุกปั่นไฟและความเกรี้ยวกราดในตัวคุณให้กระโจนออกมางับหลอดลมคนข้างๆ และเผาไหม้ทุกอย่างให้เป็นจุณ

โอเค... มันไม่ถึงขนาดนั้นหรอก (น่ะ!)

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

แซนดี้ไม่ติดทีวี ถึงขนาดที่สามารถอยู่ได้โดยไม่ดูทีวีเป็นเดือนๆ
ข้อนี้คงไม่ต้องออกแรงเกลี้ยกล่อมให้ใครเชื่อ
แต่เชื่อไหมคะ พี่น้อง...
แซนดี้เป็นคนชอบทำอาหารค่ะ

การผสมผสานส่วนประกอบ เครื่องปรุง รักษาความสมดุลของรสชาติ ความชื้น อุณหภูมิ ไปจนถึงผิวสัมผัส สีสัน พร้อมกับเหยาะความคิดสร้างสรรค์ลงไป
มันคือวิทยาศาสตร์ที่มาบรรจบกับงานศิลป์โดยแท้
มันคือศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์
ฉันชอบทุกขั้นตอนของมัน ตั้งแต่ตอนคิดเมนูไปจนถึงตอนลงมือจัดหน้าตาอาหารบนจานให้สวยงาม

แซนดี้เพิ่งไปติดใจรายการ ครัวอาโนเนะ หรือ Apron of Love ที่ฉายทางช่อง x-zyte ใน UBC
รูปแบบรายการคือการให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด ซึ่งเป็นผู้หญิงในชุดผ้ากันเปื้อนน่ารักๆ หรือ Apron Girls ทำอาหารตามหัวข้อที่กำหนดขึ้นมาสองจาน และนำไปเสิร์ฟกรรมการ (ซึ่งมีหญิงอยู่หนึ่งคน นอกนั้นเป็นผู้ชาย)

ผู้หญิงที่ถูกเชิญมาร่วมรายการ ส่วนใหญ่เป็นนักแสดงสาวๆ ไม่ก็นักแสดงรุ่นป้า หรือคุณหญิงคุณนายจากแวดวงไฮโซที่ชาตินี้ไม่เคยลดตัวลงมากรีดนิ้วจับตะหลิว
พูดง่ายๆ ก็คือ มันคือรายการทำอาหารของคนที่ทำอาหารไม่เป็น

เราได้เห็นสาวๆ ทำสารพัดสิ่งน่าขัน เห็นหน้าตาอาหารที่ไม่น่าจะใช่อาหาร เนื้อหมูที่ไม่สุก เครื่องปรุงที่ผิดพลาด หน้าตาเหยเกของกรรมการที่ต้องกล้ำกลืน สิ่งประดิษฐ์ จากสาวๆ แต่ละคน
แน่นอนว่ารายการนี้ได้รับความนิยมในญี่ปุ่นจนถูกย้ายเวลาฉายจากช่วงดึกมาเป็นไพรม์ไทม์
การเฝ้ามองหายนะหรือความล้มเหลวของคนอื่นถือเป็นความบันเทิงชั้นยอด

สาวๆ ที่ถูกเชิญมาร่วมรายการ หากไม่ใช่สาวสวยอกโต ก็เป็นไฮโซที่สวมแหวนเพชรไม่เว้นแต่ละนิ้วผู้มาสร้างสีสัน หรือทำหน้าที่ตัวตลกเรียกเสียงฮา
สาวแต่ละนางที่มาร่วมแข่งขันมักให้เหตุผลว่าพวกเธอกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว ไม่ก็พยายามสร้างความประทับใจให้คุณแม่สามี

มันคือโชว์ทำอาหารที่ไม่ได้เน้นสูตรหรือเทคนิคการทำครัวสูงส่ง หรือกระทั่งผลตอบแทนจากความสำเร็จ1 แต่เหมือนมีหน้าที่ในการตอกย้ำสังคมว่าการทำอาหารให้คนในครอบครัวคือหน้าที่ของสตรีผู้เป็นแม่ และดังนั้นการหัดทำอาหารให้เก่งจึงเป็นเรื่องที่สตรีทุกผู้นามพึงปฏิบัติ หาไม่แล้วจะเป็นเรื่องน่าอับอายและสมควรละอายแก่ใจอย่างยิ่ง

ในเมื่อการทำอาหารให้สามีและลูกๆ ถือเป็นหน้าที่ซึ่งสตรีสืบทอดมาช้านาน
เหตุใดพวกเธอจึงมารวมตัวกันในรายการ ตลกแดก เช่นนี้ แทนที่จะไปปรากฏตัวอย่างสง่างามในรายการอย่าง Iron Chef ที่การทำอาหารดูจะอยู่ในระดับเดียวกับงานศิลปะ

เชฟดังๆ ทั้งหมดล้วนเป็นเพศชาย
แต่การทำครัว บ้านๆ กลับเป็นหน้าที่ของผู้หญิง
เอ่อ... แอม ไอ มิสซิ่ง ซัมธิง เฮียร์ ?

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

ตามธรรมเนียมในญี่ปุ่น ซูชิเชฟโดยมากล้วนเป็นชาย
หากถามว่าทำไม พวกเขาจะตอบว่าเพราะอุณหภูมิจากมือผู้หญิงที่อุ่นเกินไปจะทำให้เนื้อปลาเสียรสชาติ2 ไม่ก็บอกว่าผู้หญิงใช้น้ำหอมกับเมคอัพซึ่งอาจทำให้ปลาเสียรส แถมยังซิลลี่ฟูลเกินกว่าจะล่วงล้ำเข้าไปยังดินแดนครัวอันศักดิ์สิทธิ์...

ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษามีเพศ
คำว่า กุ๊ก มีทั้งเพศชายและหญิงคือ le cuisinier และ la cuisiniere ตามลำดับ
แต่พอถึงคำว่า หัวหน้ากุ๊ก หรือ เชฟ กลับมีเพียงคำว่า le chef ซึ่งเป็นเพศชายเท่านั้น
คำว่า Gourmet ก็มีเพียงศัพท์เพศชาย
ผู้หญิงฝรั่งเศสสมัยก่อนถูกตัดสินว่าไม่มีสมรรถภาพทางกายพอจะยกของหนักๆ ในครัว และกินน้อยจนไม่ควรมีสิทธิ์ร่วมมื้ออาหารหรูๆ

ในปี 1950 Fernand Point เจ้าของศาสตร์งานครัวฝรั่งเศสสมัยใหม่ตอบคำถามว่าเหตุใดเขาจึงรับแต่ศิษย์เพศชาย เขาตอบว่า "มีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่มีเทคนิค วินัย และความพิสมัยพอจะปรุงอาหารให้เข้าถึงงานศิลปะ" ผลผลิตของเขาในเจเนเรชั่นต่อมายิ่งแล้วใหญ่ ในปี 1988 Paul Bocuse ศิษย์เอก ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเชฟหน้าไหนเชิญผู้หญิงมาร่วมงานในครัวถือเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา (เอิ๊ววววว!)

ปี 2006 สาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจบจากโรงเรียนสอนทำอาหารตระเวนสมัครตำแหน่งกุ๊กในร้านอาหารต่างๆ แต่กลับได้รับการเสนอเพียงตำแหน่งสาวเสิร์ฟ
แน่นอน เธอโมโห...
และกลับมาค้นคว้าจนได้พบข้อมูลชวนขนลุกว่า กระทรวงแรงงานจัดอาชีพเชฟไว้ในหมวดอาชีพ ผิดธรรมเนียม สำหรับผู้หญิง ซึ่งอยู่ในจำพวกเดียวกับ คนงานก่อสร้าง พนักงานดับเพลิง และช่างเครื่อง

นอกจากนี้เธอยังตั้งข้อสังเกตไว้ว่า โชว์ทำอาหารในทีวีส่วนใหญ่ดำเนินรายการโดยเชฟเพศชาย หากเป็นรายการโชว์ของเชฟหญิง การทำอาหารนั้นจะถูกถ่ายทำในครัวบ้าน ไม่ใช่ครัวสตูดิโอ แถมรูปแบบรายการยังถูกจัดมาให้เป็นการสาธิตวิธีทำอาหารเพื่อญาติมิตรโดยเฉพาะอีกด้วย

กอร์ดอน แรมซีย์ เชฟอังกฤษผู้มีชื่อเสียงกระฉ่อนในความหยาบคายกักขฬะ โฮสต์รายการ Hells Kitchen เคยออกปากว่า Women cant cook
แต่ที่จริง แรมซีย์มีร้านอาหารในสังกัดแห่งนึงที่มีหัวหน้าเชฟเป็นหญิง
เอาเหอะ เขาคงพูดไปด้วยอารมณ์น่ะ ดิฉันให้อภัยค่ะ
(ส่าดดดดดดดดด วินนิ่งม้ายเมิงงงงงงง)3

ไม่ใช่เพราะผู้หญิงไม่อยากเป็นเชฟหรอกนะ
สาวอเมริกันข้างต้นบอกว่าในโรงเรียนสอนทำอาหาร เพื่อนร่วมชั้นของเธอเป็นหญิงถึง 75%
แล้วพวกเธอหายหัวกันไปไหนหมด...



ข้อจำกัดต่างๆ ที่กีดกั้นเหล่าสตรีออกจากครัวร้านและขังพวกเธอไว้แต่เพียงในครัวบ้าน มีดังต่อไปนี้

© ผู้หญิงอ่อนแอบอบบางเกินกว่าจะทำงานหนักๆ ในครัว (ได้ข่าวมาตามผลวิจัยว่า ผู้หญิงเราถูกธรรมชาติสร้างมาให้มีความอึดและอดทนกับความเจ็บปวดมากกว่า การอุ้มท้อง คลอดลูก บลาๆๆ และการเลี้ยงลูกไปพร้อมๆ กับทำงานในบ้านและนอกบ้านน่าจะหนักกว่างานครัวอยู่นะ)

© เพราะผู้หญิงจำเป็นต้องเลี้ยงลูก การทำงานเป็นเวลานานๆ ในครัวจึงไม่เหมาะกับพวกเธอด้วยประการทั้งปวง (อ๋อ เหรอ เออ แกไม่ต้องเลี้ยงสินะ)

© ผู้หญิงมีความละเอียดอ่อนในการรับรสน้อยกว่า ทำให้ขาดคุณสมบัติในการรังสรรค์อาหารชั้นเลิศ (งี่เง่าพอๆ กับหาว่าผู้หญิงทุกคนมืออุ่นกว่าผู้ชาย)

© ผู้หญิงเห็นการทำอาหารเป็นเรื่องส่วนตัว ผูกติดมันกับอารมณ์ ขณะที่ผู้ชายมองมันด้วยสายตาแบบมืออาชีพ (ผู้หญิงอ่อนไหวและไม่สร้างสรรค์ แต่ผู้ชายมีเหตุผลแถมยังสร้างสรรค์ด้วย สมองสองข้างช่างสมดุลกันดีเหลือเกิน, อะไรจะเพอร์เฟ็กขนาดนี้ - แค่ - เพราะ - มี - กรวย)

© ผู้หญิงขาดทักษะการบริหารที่จำเป็นต่อการดูแลครัวใหญ่ๆ (พอกันที ต่อยกรูเลยดีกว่าค่ะ)

ย้อนไปยังสมัยโบราณครั้งอารยธรรมโรมันกำลังรุ่งเรือง เมื่ออาหารมื้อหรูเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคมและความมั่งคั่ง
ชาวโรมันกินดื่มกันตลอดวัน จนถึงขั้นต้องล้วงคอให้อ้วกด้วยขนนกยูงเพื่อให้ท้องว่างและกลับไปกินต่อ (อย่างนี้เองเล่า! จักรวรรดิมันถึงล่มสลาย)

ทาสหญิงถูกมองว่ามีสถานะต่ำต้อยกว่าทาสชายมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว
พวกเธอมีหน้าที่อบขนมปัง ทำงานง่อยๆ และห้ามปรากฏตัวต่อบรรดาแขก ขณะทาสชายทำหน้าที่วางแผนมื้ออาหารหรูๆ เป็นหน้าเป็นตาให้เจ้านาย และได้รับคำชมเชย

ต่อมา การเป็นเชฟจึงเป็นเส้นทางหนึ่งสำหรับผู้ชายที่อยากจะโผล่พ้นโคลนตมขึ้นมามีที่ทางในสังคม
ได้ทั้งสมบัติพัสถาน ลาภยศสรรเสริญ และพ้นจากการเป็นชนชั้นแรงงาน

คงเพราะเหตุนั้น ผู้ชายจึงพยายามปกปักษ์รักษาเส้นทางหลุดพ้นนี้ไว้อย่างหวงแหน โดยกีดกันผู้หญิงออกไป และพยายามทุกวิถีทางที่จะบอกว่าการทำอาหารของตน ต่าง จากการทำอาหารของผู้หญิง ถึงขนาดสร้างสัญลักษณ์อันเป็นรูปธรรมออกมา เป็นหมวกเชฟทรงสูงที่ใส่กันมาจนถึงทุกวันนี้

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

ในสยามประเทศที่ในน้ำมีปลาในนามีข้าว
ค่าครองชีพราคาสบายกระเป๋าทำให้การกินอาหารนอกบ้านถือเป็นเรื่องธรรมดา แถมบางทียังจะประหยัดกว่าการซื้อของสดมาปรุงเองด้วยซ้ำ
ตำแหน่งเชฟไม่ได้ถูกมองเป็นหนทางสู่ความก้าวหน้าหรือชื่อเสียงเงินทองขนาดนั้น แต่ Celebrity Chef อย่างหมึกแดง หรือ อ.ยิ่งศักดิ์ก็เป็นเพศชาย (?)

มันไม่ใช่แค่อาชีพเชฟหรอก
จิตรกรดังๆ ที่เรารู้จักจากวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ก็มีเพียงเพศชาย มีผู้หญิงอยู่บ้าง แต่ใครนึกชื่อพวกเธอออกบ้างล่ะ?
ช่างทำผมดังๆ ในเมืองไทยที่เป็นผู้หญิงมีใครมั่งนะ?
ทั้งที่การครัวหรือความสวยความงามถูกมองเป็นเรื่องผู้หญิ๊งผู้หญิง แต่พอถึงขั้นทำเป็นอาชีพ พวกเธอกลับโดนเขี่ยกระเด็นกระดอนหายไปหมด

อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ถูกสั่งสอนมาให้ทะยานอยาก ใฝ่ฝันถึงลาภยศ ชื่อเสียง เงินทอง หรือกระทั่งการทำอะไรๆ เพื่อตัวเอง
หน้าที่ของเราคือการดูแลครอบครัวและอำนวยความสะดวกให้ผู้ชายของเราสามารถออกไปโลดแล่นไล่ตามความฝันส่วนตัว พลางทำสีหน้าปลาบปลื้มยินดีทั้งๆ ที่แอบขมขื่นอยู่ลึกๆ

แน่ล่ะ รายการทีวีไม่ใช่ภาพสะท้อนของความจริงเสมอไป

ผู้หญิงยุคใหม่มากมายประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แม้แต่ในสาขาอาชีพที่ดูผู้ช๊ายผู้ชาย อย่าง วิศวกร
แต่บางทีถ้าพวกเธอเป็นผู้ชาย อาจจะประสบความสำเร็จได้มากยิ่งกว่านั้นร้อยเท่าพันทวี
และเมื่อถึงช่วงชีวิตที่พวกเธอถูกบีบให้เชื่อว่าตนจำเป็นต้อง เลือก ระหว่างความสำเร็จทางหน้าที่การงานและครอบครัว เลือกระหว่างความฝันส่วนตัวและความสุขของสามีกับลูกๆ ผู้หญิงซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยอมเสียสละและเป็นผู้ให้ก็มักสละตัวตนของเธอเพื่อคนอื่นด้วยหัวใจที่ยึดมั่นในรัก

Cooking is love, and if done with love, Love is OK!
คืนพรุ่งนี้ UBC จะฉาย Apron of Love หรือเปล่าหนอ
การเฝ้ามองหายนะของคนอื่นถือเป็นความบันเทิงและยาประโลมใจชั้นยอด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้มีที่ทางบนโลกใบนี้น้อยเหลือเกิน อย่างผู้หญิงคนหนึ่ง

เชอะ! พูดแล้วก็โมโห
โมโหหิวน่ะเค่อะ
ว่าจะออกไปจับผู้ชายกินซักตัวสองตัว ไปด้วยกันมั้ยคะ ;p

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©


1. แซนดี้ว่าประเด็นนี้น่าคับข้องใจมาก รายการ Apron of Love ไม่เคยเน้นรางวัลอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากการจัดอันดับบนกระดานและคอยย้ำเสมอๆ ราวกับการสะกดจิตว่า อาหารคือความรัก แต่รายการอย่าง Iron Chef เนี่ย รางวัลของการเอาชนะเชฟกระทะเหล็กที่ทางรายการเน้นมาก คือ ชื่อเสียงที่จะระบือไกลไปทั่วสารทิศ เท่ากับว่า การทำอาหารของผู้ชายเป็นเรื่องของการดวลและศักดิ์ศรี ขณะที่การทำอาหารของผู้หญิงถูกนำไปผูกติดกับความรักและหน้าที่ของเธอต่อคนรัก

2. อุณหภูมิอุ่นไม่อุ่น ฉันว่ามันไม่ได้อยู่ที่เพศเลยนะ ไม่งั้นชายไทยสมัยก่อนคงไม่มี แม่เนื้อเย็น ไว้กอดตอนหน้าร้อน และ แม่เนื้ออุ่น ไว้กอดตอนหน้าหนาวหรอก

3. จริงๆ แล้วมุขนี้ออกจะโหดร้ายอยู่สักหน่อยต่อ กอร์ดอน แรมซีย์ เพราะก่อนเขาจะหันมาเป็นเชฟ เขาเคยอยากเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ แต่ดันประสบอุบัติเหตุจนเข่าเดี้ยงซะก่อน ถ้าคุณเห็นเขาปล่อยฟักแฟงแตงโมและสารพัดสัตว์ออกมาเพ่นพ่านในครัว ขอให้เข้าใจเถอะว่าเขาเพียงแต่มีความโกรธเกรี้ยวต่อชีวิตนิดส์นึง ยิ่งไปกว่านั้น แซนดี้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะหยาบคายขนาดนั้นหรอกค่ะ มันน่าจะเป็นคาแรกเตอร์ที่ถูกปรุงแต่งเพราะโปรดิวเซอร์เล็งเห็นว่าเป็นคาแรกเตอร์ที่ขายได้เท่านั้นเอง จริงๆ แล้วแซนดี้ว่าเขา "น่ารัก" ดี


click (>) to Listen

Note: ขณะที่เขียนอยู่นี้ เพื่อนสาวคนนึงของแซนดี้กำลังอยู่บนน่านฟ้า เดินทางไปยังอเมริกาเพื่อติดตามสามีศิลปินผู้มีความจำเป็นต้องทำงานที่นั่น ความจริงแล้วเธอประสบความสำเร็จกับอาชีพการงานของเธอที่นี่และหาเงินได้เป็นถุงเป็นถัง แต่ก็ต้องไปเริ่มต้นชีวิตและหางานใหม่ทำ

พอลโว้ยยยย ฝากหวัดดีคุณเธอคนนั้นด้วยนะ ดิฉันกะว่าจะโทรหาเธอก่อนขึ้นเครื่อง แต่ก็มัวแต่ทำงานจนเลยเวลาไปซะงั้น เศร้าจายยย...

Credits & Further Reading:
http://www.jancisrobinson.com/articles/20060908_1
http://news.newamericamedia.org/news/view_article.html?article_id=f44a3d513fe17ee56c14c0791d248578
http://www.stratsplace.com/rogov/women_chefs.html
http://www.sushi-academy.com/pages/article/newyorktimes.html

จนกว่าจะถึงเอ็นทรี่หน้า ถ้าคุณมีเวลา ลองแวะไปอ่าน สิ่งนี้ เป็นการบ้านนะคะ
ไม่แน่เราอาจได้มาถกปัญหาทางธรรมกัน

ไปล่ะ หงุดหงิดเฟร้ยยย.

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ให้ตายสื! ผมชอบเอ็นทรี่วันนี้จัง

ผมไม่เน้นนะ จะทำเป็นหรือทำไม่เป็นก็เถอะ
ผมชอบทำอาหารทานเอง ถ้ามีคนมานั่งทานด้วยก็คงอุ่นใจดี
ทำกับข้าวไม่เป็นใครว่าเสียชาติเกิด
ผู้หญิงทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง

ชอบ ชอบ
#1  by  trash (58.10.158.110) At 2006-11-01 04:15, 
ยังไม่เคยดูรายการนี้เลยครับ น่าสนใจมากๆ..

เพิ่งสังเกตเหมือนกันครับ ว่าการกดขี่ทางเพศ ก็ลามมาถึงวงการอาหารด้วย..

เมื่อก่อนชอบดู Naked Chef ของ Jamie Oliver ครับ ผมว่าเค้านำเสนอสนุกดี
(แต่จะว่าไป ก็ผู้ชายอีกแล้วอ่ะนะ )
#2  by  Already Exist™ At 2006-11-01 07:56, 
อารมณ์...โกรธเกี้ยว...รุนแรง
อ่านมันส์...
เพิ่งถกประเด็นนี้กับท่านภรรยาอยู่พอดี
กำลังสงสัยว่าทำไม...คนทำอาหารถึงเป็นผู้ชายซะเยอะ
เวลาทำอาหารที่บ้าน...ที่บ้านกระผมก็จะเป็นคนทำ
ส่วนภรรยาคอยสั่งอยู่ข้างๆ
กระผมก็จะคอยทำตาม...
คือภรรยากระผมจะรู้สูตรแต่ทำไม่เป็น
กระผมก็เลยต้องรับบทนั้น...ด้วยความชอบนิดหน่อย
รายการที่ว่า...ก็ชอบดู...ก็ตลกดี
แต่ก็สงสารความตั้งใจของคนทำ
บางคนป้ายชื่อโดนไปแปะตรงทางเข้า
ไม่อยู่บนบอร์ด...สงสารจัง
แต่ก็ขำขอรับ...
แต่ก็ชอบที่ผู้หญิงทำอาหารขอรับ...
ดูสมควร....
#3  by  alienboon At 2006-11-01 10:28, 
หากว่าความเกี้ยวกราด เป็นแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์ ผมว่าอาหารฝีมือ sunday มื้อนี้คงจะอร่อยเป็นพิเศษนะ 555++

ส่วนเรื่องความเท่าเทียมของชายหญิง ผมว่ามันวัดยาก ขึ้นอยู่กับการให้คุณค่าของแต่ละคน บางทีเรื่องราวบนทีวีก็เหมือนละครฉากหนึ่ง แต่ละคนคอยแย่งซีนกันเพื่อความโดดเด่น .... บางคนอาจจะยอมทำตัวงี่เง่าๆเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ
..เราก็เห็นด้วยกับ sunday นะบางทีมันก็สร้างค่านิยม สัญลักษณ์เรื่องเพศแบบงี่เง่าๆขึ้นมา .... ถามจิงนะแล้วไปมีส่วนร่วมฮาแตกกับการเฝ้ามองความหายนะของคนอื่นด้วยรึเปล่า

การที่ผู้หญิงไม่ค่อยได้โดดเด่นออกมาในแวดวงสังคมอย่างผู้ชาย คงเพราะผู้หญิงค่อนข้างรักษาภาพพจน์ตัวเอง มักจะเก็บงำความเกี้ยวกราดของตัวเองใว้ ...... งั้นก็จงปลดปล่อยความเกรี้ยวกราดของตัวเองให้เต็มที่ละกันนะ
#4  by  my-buffalos (203.188.27.66) At 2006-11-01 10:47, 
เคยอ่าน สิ่งนั้น มาก่อน
แต่ปัญหาธรรมเรื่องนี้ถกไปก็ได้ประโยชน์แค่เราเท่านั้น
ทำลายอคติเรื่องนี้ยากเหลือเกินแม้จารย์สุลักษณ์จะพูดเรื่องนี้มาเป็นสิบปี

ปกติเป็นคนชอบดูรายการสอนทำอาหาร
รายการเชฟผู้ชายนี่จริงๆไม่ได้สอนหรอกครับ แต่เป็นการโชว์มากกว่า ถ้าจะเรียนทำจิงจังไม่แค่ดูโชว์ ดูรายการไทยที่มีผู้หญิงสอนดีกว่า (เสียแต่มีแต่โคตรสะนาแฝงเต็มไปหมด)
ผู้หญิงทำอาหารก็เหมือนศิละปะไทยสมัยก่อน คือทำเพราะเป็นหน้าที่ เพื่อความศรัธทาหรืออะไรก็ว่าไป เช่นสร้างพระพุทธรูป ซึ่งศิลปะไทยคือการสืบต่อกันมา จึงไม่มีอัตตา ไม่มีลายเซ็น (เราไม่รู้หรอกว่าใครในสุโขทัยสร้างพระพุทธชินราชที่ถือกันว่างามที่สุด) เหมือนแม่ทำอาหารให้ครอบครัว เพื่อทุกคนได้อิ่มอร่อยพร้อมหน้า
ดูผู้ชายไทย ถ้าทำอาหารอร่อย เข้าครัวทีใดมื้อไหนมื้อนั้น
เกินครึ่งทำให้เพื่อนกิน เป็นการโชว์ในวงเหล้า เคยทำให้ลูกเมียกินเฉยๆซะที่ไหน
โชว์ทั้งทีต้องมีลายเซนต์ทัง้นั้น (แนวคิดของศิลปะแบบตะวันตก)
เป็นความแตกต่างของศิลปะไทยกับตะวันตก
ในความคิดแบบผู้ชายเป็นใหญ่

ขอบคุณที่เอนทรีนี้ของคุณช่วยปัดฝุ่นหัวสมองให้ได้คิดอีกครั้ง
#5  by  N.P At 2006-11-01 11:04, 
อ่านสนุกดี
เรื่องแบบนี้น่าคิดดีเหมือนกัน
อยากถกยาวๆ แต่เวลามีน้อยนัก

ปล. จิตกร หญิง มีนะ เธอชื่อ ฟริด้า
คงเคยดูหนังอยุ่แล้วแหละ ใช่ไหม
#6  by  น้ำเงินเจือขาว At 2006-11-01 11:59, 
อือ....คนไทยเรียก..แม่ศรีเรือน....
#7  by  rafilmstruck At 2006-11-01 12:03, 
ดิฉันชอบทำอาหารหล่ะ แสนดี
เป็นเวลาที่มีความสุขดีแม้ว่าจะหัวเหม็น หน้ามันก็ตามที
คิดเอาง่ายๆพื้นๆว่า ที่ผู้หญิงไม่เป็นใหญ่ในวงการเชฟ
เพราะเราทำกับข้าวให้ตัวเองหรือคนที่รักกิน จึงจะอร่อยที่สุด
แสร้งทำเป็นว่ารักไม่เป็น อาหารที่ทำให้คนอื่นกินจึงไม่เหมือนทำให้คนที่รัก

มองในมุมกว้าง บางทีภาชนะเพศชายที่ทำอาหารโชว์อยู่
อาจจะมีส่วนผสมของเพศหญิงบรรจุอยู่มากมาย
บางทีเราอาจจะแทนตัวเขาด้วย เพศหญิงด้วยซ้ำ
ตำแหน่งบางทีมันไม่ได้สำคัญอะไรเลย
เรื่องในทีวี ก็ไม่ได้สำคัญ
ความสุขระหว่างทำ ระหว่างกิน สำคัญที่สุด
สักวันถ้ามีใครสักคนกรุยทาง ก็น่าจะมีคนเดินตามได้ดี
(ยกป้ามาธ่า สจ๊วตไว้สักคนนะ )

ป.ล. แนะนำหนังสือ "รักระหว่างมื้อ"
เป็นหนังสือแปลที่จำไม่ได้ว่าใครเขียนใครแปล คืนนี้จะกลับไปดูมาให้
แต่สนุกชะมัด มีเรื่องที่แสนดีพูดถึงนี่ด้วย
นางเอกในเรื่องจบโรงเรียนทำอาหารชั้นดี
แต่ต้องมาเขียนคอลัมภ์ชิมอาหารแทนที่จะได้เป็นเชฟใหญ่
...ในมุมมองแบบ เรื่องหวานของผู้หญิง
#8  by  จดหมายถึงหนูนุ่น At 2006-11-01 12:37, 
ขอนุยาดลิงค์ไปที่บลอกอิชั้นนะเคอะ เชอะ
เป้ย....


ทำอาหาร



คนกินอาหายเป้ย



ตาย...



เป้ยเปนฆาตกร






เป้ยชอบดูครัวอาโนเนะเหมือนกัน
#10  by  poor25hr. At 2006-11-01 21:22, 
เอนทรี่นี้ดีมีสาระจังนะครับ ชอบๆ อ่านมันส์ไปเลย

- สมมุติฐานของคุณที่ว่าจะสร้างสรรค์อะไรนั้นต้องมีความโกธรเกรี้ยว+ไม่พอใจ เราเห็นด้วยนะแต่ว่าเราคิดว่าน่าจะมีอีกพวกที่สร้างสรรค์อะไรออกมาด้วยความรื่นรมย์ใจ ทำด้วยความเพลิดเพลิน แต่ว่านะ งานที่มาจากความเกรี้ยวเกรี้ยวนั้นมันย่อม "แรง" กว่าอยู่แล้ว แล้วไอ"แรง"เนี่ยก็ต้องดีกว่าอยู่แล้ว ใช่ม้า...

- โดยส่วนตัวชอบรายการครัวอาโนะเนะอยู่แล้ว (ไอรอนเชฟน่าเบื่อ ) แต่ไม่ได้มาสังเกตอะไรแบบนี้มาก่อนเลย มาอ่านที่นี่ ก็เ ออ เฮะ จริงด้วยเต็มไปหมดเลย

-การที่ผู้หญิงไม่ได้ก้าวหน้ามากนักในหน้าที่การงานเท่าผู้ชาย น่าจะเป็นเพราะว่า ภาระผูกพันกับครอบครัวนี้แหละ ไม่รุซิ เรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะ ค่านิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณๆๆๆๆ รึเปล่า มา+กับ การที่ผู้หญิงต้องมารับผิดชอบครอบครัว เลยทำให้ไม่เท่าผู้ชาย

-ถึงอย่างนี้แล้วคุณแซนดี้ไม่ลองเขียนเอนทรี่เกี่ยวกับยอดหญิงเหล็กของโลกดูบ้างรึครับ ฮิฮิ

-ว่าแต่ว่างานละเอียดอ่อนหลายๆอย่างนี้ ผู้ชายทำก็เยอะเหมือนกัน มากซะจนน่าตกใจเหมือนกัน - ดีไซด์เนอร์นี้ก็เห็นได้ชัด

- หรือถ้าเปลี่ยนมุมมอง การที่ผู้ชายมีหน้ามีตาในการงานมากกว่า อาจจะเป็นเพราะ ผู้ชายไม่ได้มีความเป็นแม่ เหมือนผู้หญิง ...เอ๊ะ เขียนเอง งงเอง คือตรงจุดนี้ผู้ชายเลยทุ่มกับงานได้มาก จึงได้รับความไว้วางใจได้มากกว่า

- เอนทรี่นี้สนุกดี
#11  by  boon boon At 2006-11-01 22:32, 


ไรวะ เดี่ยวนี้
มี การบ้านให้ด้วยเว้ย

#12  by   (68.224.96.145) At 2006-11-02 15:51, 
ชอบเอ็นทรี่นี้จังค่ะ โดนใจดี เจ๋ง...
ฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำกับข้าวไม่เป็น และแฟนเป็นคนทำให้กิน ซึ่งอร่อยมากเลยแหละ ฉันว่าผู้ชายทำอาหารอร่อยอะ ไม่รู้ดิ

เพลงเพราะดีค่ะ
#13  by  unknown subject At 2006-11-02 16:53, 
แต่ลืมบอกไปกว่าประเด็นที่คุณเขียนมา ฉันก็เห็นด้วยนะ มันคงเป็นเรื่องของ Gender ที่แม่งมีทั่วโลกมั่ว ไม่ได้รุนแรงเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรอก คุณว่าไหมล่ะ
#14  by  unknown subject At 2006-11-02 16:54, 
ก็เห็นขยันอยู่ดึกๆดื่นๆนี่

5555++
#15  by  '''''''''' ' _ ' ''''''''''' At 2006-11-03 01:51, 
ชอบข้อความในวงเล็บมากคับ
หวัดดีค่ะ ไม่ได้มานานเลย สบายดีป่าวคะ
อ่านบลอกแล้ว ก็ได้รู้ว่า ยังคงคอนเซปเดิมเรยนะ
น่ากลัว แต่น่าอยู่ใกล้ อิอิ
ปริมก็ทำอาการไม่เป็น แต่ถ้าว่างก็ชอบทำนะ
แบบ หาไรทำแปลกๆไปเรื่อยๆ กินไม่ค่อยได้หรอก แต่ดูสวยดี
ถ้าลองชิม ก็จะร้องไห้ ซึ้งในสัจธรรม
ว่าเราไม่สามารถตัดสินอะไรจากรูปลักษณ์ภายนอกได้เลบยจริงๆ
#17  by  ปริม--ปริม At 2006-11-07 20:36, 
ทำอาหารเหรอ ช่วงนี้ก็มีปัญหากับเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะออกมาได้เพียงประทังความหิว แม้จะไม่ได้ออกมาหน้าตาน่ากลัวแบบในรายการ แต่ก็เป็นเพราะเลือกทำแต่แบบง่ายๆเท่านั้น ถ้าโดนโจทย์แบบในรายการ คงออกมาได้ไม่ต่างกัน
#18  by  s65 At 2006-11-08 14:01, 
แซนดี้จ้ะ บองโจวี่ เคยกล่าวไว้
LIKES A POET NEEDS THE PAIN

กระทั่ง บอง โจวี่ ก็คิดเช่นนี้!!!

เอนทรี่นี้มันโคดๆ เริ่ดมาก
#19  by  filmsick At 2006-11-09 08:13, 
- ไม่เคยดู apron of love แต่ดู ironchef ประจำ ... อย่าลืมว่าผู้ชนะซีซั่นล่าสุดที่ฉายเมืองไทยก็เป็นผู้หญิงไม่ใช่เหรอคะ?

- สาเหตุที่ผู้หญิง "ไม่เก่ง" ด้านงานที่ (เขาว่ากันว่า) ต้องใช้วินัยเป็นหลัก น่าจะเป็นเพราะสิ่งที่ปลูกฝังกันมามากกว่าข้อท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เด็กหญิงจำนวนมากไม่ได้ถูกฝึกให้ focus หนักๆ (เพราะต้องใช้เวลากับการทำงานเล็กๆ น้อยๆ tedious jobs ในบ้าน) ไม่ได้ถูกฝึกให้ทำงานโดยใช้เป้าหมายเป็นหลัก (goal oriented) โดยมองข้ามรายละเอียดปลีกย่อย

สังเกตุเวลาทำงาน เพื่อนร่วมงานผู้ชายมักจะคิดก่อนว่าต้องการอะไร และจะทำอย่างไรถึงจะได้สิ่งนั้นมา ในขณะที่ผู้หญิงจะคิดกลับไปกลับมา มักคิดก่อนว่าอยากทำอะไร แล้วค่อยมาใส่จุดประสงค์ทีหลัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แค่คิดกันคนละแบบ อันนี้แค่จากสังเกตุและย้ำว่าเป็น "ส่วนใหญ่" ที่ไม่ใช่ "ทุกคน" นะคะ

เราว่าการ "สอนกันมา" แบบนั้นนั่นแหละ ที่อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้คนมองว่าผู้หญิงจู้จี้ เรื่องมาก ทำงานไม่ค่อยเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถจะรับผิดชอบงานที่มีความกดดันสูง หรือต้องใช้ความอดทนขนาดหนัก ทั้งหมดนั้นประกอบกับภาระหน้าที่ที่สังคมวางไว้ให้ผู้หญิงต้องรับผิดชอบบ้านและครัวเรือน ซึ่งนั่นถือเป็น full-time job ที่ทำเท่าไหร่ไม่มีวันหมด ทำให้แม้จะเป็นงานที่ก้ำกึ่งระหว่างศาสตร์และศิลป์ .. ผู้หญิงก็ไม่มีเวลาที่จะไป focus สร้างสรรค์อะไรออกมาอยู่ดี

มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขมั้ง .. perspective ของคน ร้อยปียังไม่อาจเปลี่ยนในบางทีค่ะ
#20  by  D.M. At 2006-11-09 10:50, 
....ใช่แล้วล่ะ


เราก็อยากให้ลมหนาวปีนี้อยู่นานๆ เช่นกัน
#21  by  unknown subject At 2006-11-09 13:12, 
สุดยอดบทความเลยครับ เห็นชื่อเอนทรี่แล้ว ทีแรกนึกว่าเขียนถึงหนัง

เรื่องงานเขียน ผมว่าคนที่จะเขียนได้ดี ควรจะเป็นคนที่มีความสุขตามสมควร แต่ต้องมองโลกในแง่ดีนะ เวลาอ่านสำนวนของคนโกรธเกรี้ยว แล้วมันไม่สบายใจ ปั่นปวนในท้องอย่างไรไม่รู้ แม้ว่าเนื้อเรื่องจะน่าอ่าน น่าติดตามจนอ่านจบก็เถอะ แต่อ่านจบแล้วมันจะหลงเหลือเศษเสี้ยวอารมณ์ที่ไม่สบายใจไว้ สรุปว่าอ่านแล้วมันไม่เป็นสุขเหมือนเราอ่านข่าวอุบัติเหตุ หายนะ ภัยธรรมชาติ หรือ ฆาตรกรรม ประมาณนั้นเลย ทั้ง ๆ ที่หนังสือควรอ่านแล้ว ทำให้เกิดความสงบ สบายใจ

แต่อย่างไรก็ตาม นานาจิตตังครับ

ส่วนเรื่องการทำอาหารนั้น ผมไม่คิดว่า จะมีความแตกต่างอะไรระหว่างเชฟชาย หรือ เชฟหญิง เพราะลิ้นผมไม่ได้เทพอะไรขนาดนั้น ถึงอย่างไร ผมก็ยังชื่นชมว่าอาหารฝีมือแม่เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก

บางทีผู้ชายเหล่านั้น อาจจะลืมไปว่า เค้าโตมาด้วยอาหารฝีมือแม่ หรือไม่พ่อก็คงจะเลี้ยงมา

ป.ล. แค่เอนทรี่เดียว แต่ทำให้อยาก add ถือว่าประสบความสำเร็จนะครับเนี่ย ขออนุญาต add ครับ ไม่ทราบว่าเขียนคอลัมน์ หรือ ออกพ๊อกเก็ตบุ๊คที่ไหนมาหรือเปล่า
#22  by  เจ้าชายน้อย At 2006-11-09 17:25, 
อ่านจบแล้ว แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะว่ากระไรดีไม่สามารถเรียบเรียงข้อมูลได้ ...
ขอนอกเรื่องก่อนติ้ดนึง
ตอนนี้เรากินมะขามจี้ดจ้าดทุกวันเลยอ่ะ
วันละ 1 ป๋อง 70 กรัม
รู้สึกว่าๆจะซื้อคนเดียวนะ แอบนับดู
ว่าๆ ชอบบ้านมะขามรสดั้งเดิมที่สู้ด

#23  by  walk my own way ^^ At 2006-11-09 20:33, 
ขอบคุณมากงับ ถ้างานได้เรื่อง เดี๋ยวไปเหมาเสื้อ
#24  by  เบิ้ล (61.90.134.78) At 2006-11-10 15:10, 
คราวนี้แซนดี้มาแนว .. ผู้พิทักษ์สิทธิสตรี
แม่นแล้ว .. ผู้ชายกลัวความสามารถของผู้หญิง
ก็เลยต้องสกัดกั้นด้วยกฎบ้าๆแบบนั้น

ปล. แต่รายการครัวอาโนเนะนี่ .. ดูมาก็หลายเดือน
มีคนทำกับข้าวไม่เอาไหนได้ขนาดนั้นจริงๆน่ะเหรอ
กลุ้มแทนคุณสะมี จริงๆเลย
#25  by  ++ HoORaY ++ At 2006-11-10 23:13, 
มึง ๆ กูโดนหลอน แวะมาดูดิ
#26  by  ปุ่น At 2006-11-13 05:15, 
ดี ครับ
ผมเข้ามาใน Blog ของคุณ แซนดี โดยบังเอิญ

(กำลัง search คำว่า ครัว อาโนเนะ)

เป็น Blog แรก ที่ หยุด อ่านแล้ว รู้สึกว่า

มีเอกลักษณ์ จริงๆ มี สำนวน ที่ดี

"คนที่จะเป็นนักเขียนได้ต้องเป็นคนที่ชีวิตขาดไร้ความสุขเท่านั้น"

จริงๆ ผมคิดว่าคุณแซนดี้มีควา่มสามารถพอที่จะเป็น

ได้นะครับ นักเขียน นะ อ่าคือไม่ได้หมายความว่า

ป็นคนที่ชีวิตขาดไร้ความสุข หรอก นะครับ

ประเด็น ความโกรธเกรี้ยว ใน ชีวิต

น่าสนใจนะครับ ว่างๆ จะมาเยี่ยมใหม่
#27  by  mume (58.9.30.201) At 2007-01-14 18:47, 

<< Home


SunDay-SynDrome
View full profile