2006/Nov/01

เร็วๆ นี้ ฉันได้ตั้งสมมติฐานไว้อย่างนึงว่าคนเราจะสร้างสรรค์อะไรได้นั้น ต้องมีความโกรธเกรี้ยวหรือไม่พอใจอะไรซักอย่าง และคนที่จะเป็นนักเขียนได้ ต้องเป็นคนที่ชีวิตขาดไร้ความสุขเท่านั้น
หวังว่าคงไม่เป็นจริงในทุกกรณีหรอกนะคะ
และฉันจะยินดีมากหากมีใครหาข้อพิสูจน์มาทักท้วงได้ว่าข้อสังเกตของฉันไม่เป็นความจริง

แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มรู้สึกว่าชีวิตดีเกินไป อิ่มเอิบกำซาบในทุกลมหายใจเข้าออกเสียเหลือเกิน จนถึงระดับที่คุณเริ่มรู้สึกว่า ต้องมีอะไรผิดปกติแล้วล่ะ เราไม่ควรมีความสุขขนาดนี้นี่นา

แซนดี้ขอแนะนำให้คุณเปิดทีวีค่ะ

มีสารพัดสิ่งหลอกลวงอันงี่เง่าและความจริงอันน่าเศร้าที่จะปลุกปั่นไฟและความเกรี้ยวกราดในตัวคุณให้กระโจนออกมางับหลอดลมคนข้างๆ และเผาไหม้ทุกอย่างให้เป็นจุณ

โอเค... มันไม่ถึงขนาดนั้นหรอก (น่ะ!)

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

แซนดี้ไม่ติดทีวี ถึงขนาดที่สามารถอยู่ได้โดยไม่ดูทีวีเป็นเดือนๆ
ข้อนี้คงไม่ต้องออกแรงเกลี้ยกล่อมให้ใครเชื่อ
แต่เชื่อไหมคะ พี่น้อง...
แซนดี้เป็นคนชอบทำอาหารค่ะ

การผสมผสานส่วนประกอบ เครื่องปรุง รักษาความสมดุลของรสชาติ ความชื้น อุณหภูมิ ไปจนถึงผิวสัมผัส สีสัน พร้อมกับเหยาะความคิดสร้างสรรค์ลงไป
มันคือวิทยาศาสตร์ที่มาบรรจบกับงานศิลป์โดยแท้
มันคือศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์
ฉันชอบทุกขั้นตอนของมัน ตั้งแต่ตอนคิดเมนูไปจนถึงตอนลงมือจัดหน้าตาอาหารบนจานให้สวยงาม

แซนดี้เพิ่งไปติดใจรายการ ครัวอาโนเนะ หรือ Apron of Love ที่ฉายทางช่อง x-zyte ใน UBC
รูปแบบรายการคือการให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด ซึ่งเป็นผู้หญิงในชุดผ้ากันเปื้อนน่ารักๆ หรือ Apron Girls ทำอาหารตามหัวข้อที่กำหนดขึ้นมาสองจาน และนำไปเสิร์ฟกรรมการ (ซึ่งมีหญิงอยู่หนึ่งคน นอกนั้นเป็นผู้ชาย)

ผู้หญิงที่ถูกเชิญมาร่วมรายการ ส่วนใหญ่เป็นนักแสดงสาวๆ ไม่ก็นักแสดงรุ่นป้า หรือคุณหญิงคุณนายจากแวดวงไฮโซที่ชาตินี้ไม่เคยลดตัวลงมากรีดนิ้วจับตะหลิว
พูดง่ายๆ ก็คือ มันคือรายการทำอาหารของคนที่ทำอาหารไม่เป็น

เราได้เห็นสาวๆ ทำสารพัดสิ่งน่าขัน เห็นหน้าตาอาหารที่ไม่น่าจะใช่อาหาร เนื้อหมูที่ไม่สุก เครื่องปรุงที่ผิดพลาด หน้าตาเหยเกของกรรมการที่ต้องกล้ำกลืน สิ่งประดิษฐ์ จากสาวๆ แต่ละคน
แน่นอนว่ารายการนี้ได้รับความนิยมในญี่ปุ่นจนถูกย้ายเวลาฉายจากช่วงดึกมาเป็นไพรม์ไทม์
การเฝ้ามองหายนะหรือความล้มเหลวของคนอื่นถือเป็นความบันเทิงชั้นยอด

สาวๆ ที่ถูกเชิญมาร่วมรายการ หากไม่ใช่สาวสวยอกโต ก็เป็นไฮโซที่สวมแหวนเพชรไม่เว้นแต่ละนิ้วผู้มาสร้างสีสัน หรือทำหน้าที่ตัวตลกเรียกเสียงฮา
สาวแต่ละนางที่มาร่วมแข่งขันมักให้เหตุผลว่าพวกเธอกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว ไม่ก็พยายามสร้างความประทับใจให้คุณแม่สามี

มันคือโชว์ทำอาหารที่ไม่ได้เน้นสูตรหรือเทคนิคการทำครัวสูงส่ง หรือกระทั่งผลตอบแทนจากความสำเร็จ1 แต่เหมือนมีหน้าที่ในการตอกย้ำสังคมว่าการทำอาหารให้คนในครอบครัวคือหน้าที่ของสตรีผู้เป็นแม่ และดังนั้นการหัดทำอาหารให้เก่งจึงเป็นเรื่องที่สตรีทุกผู้นามพึงปฏิบัติ หาไม่แล้วจะเป็นเรื่องน่าอับอายและสมควรละอายแก่ใจอย่างยิ่ง

ในเมื่อการทำอาหารให้สามีและลูกๆ ถือเป็นหน้าที่ซึ่งสตรีสืบทอดมาช้านาน
เหตุใดพวกเธอจึงมารวมตัวกันในรายการ ตลกแดก เช่นนี้ แทนที่จะไปปรากฏตัวอย่างสง่างามในรายการอย่าง Iron Chef ที่การทำอาหารดูจะอยู่ในระดับเดียวกับงานศิลปะ

เชฟดังๆ ทั้งหมดล้วนเป็นเพศชาย
แต่การทำครัว บ้านๆ กลับเป็นหน้าที่ของผู้หญิง
เอ่อ... แอม ไอ มิสซิ่ง ซัมธิง เฮียร์ ?

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

ตามธรรมเนียมในญี่ปุ่น ซูชิเชฟโดยมากล้วนเป็นชาย
หากถามว่าทำไม พวกเขาจะตอบว่าเพราะอุณหภูมิจากมือผู้หญิงที่อุ่นเกินไปจะทำให้เนื้อปลาเสียรสชาติ2 ไม่ก็บอกว่าผู้หญิงใช้น้ำหอมกับเมคอัพซึ่งอาจทำให้ปลาเสียรส แถมยังซิลลี่ฟูลเกินกว่าจะล่วงล้ำเข้าไปยังดินแดนครัวอันศักดิ์สิทธิ์...

ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษามีเพศ
คำว่า กุ๊ก มีทั้งเพศชายและหญิงคือ le cuisinier และ la cuisiniere ตามลำดับ
แต่พอถึงคำว่า หัวหน้ากุ๊ก หรือ เชฟ กลับมีเพียงคำว่า le chef ซึ่งเป็นเพศชายเท่านั้น
คำว่า Gourmet ก็มีเพียงศัพท์เพศชาย
ผู้หญิงฝรั่งเศสสมัยก่อนถูกตัดสินว่าไม่มีสมรรถภาพทางกายพอจะยกของหนักๆ ในครัว และกินน้อยจนไม่ควรมีสิทธิ์ร่วมมื้ออาหารหรูๆ

ในปี 1950 Fernand Point เจ้าของศาสตร์งานครัวฝรั่งเศสสมัยใหม่ตอบคำถามว่าเหตุใดเขาจึงรับแต่ศิษย์เพศชาย เขาตอบว่า "มีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่มีเทคนิค วินัย และความพิสมัยพอจะปรุงอาหารให้เข้าถึงงานศิลปะ" ผลผลิตของเขาในเจเนเรชั่นต่อมายิ่งแล้วใหญ่ ในปี 1988 Paul Bocuse ศิษย์เอก ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเชฟหน้าไหนเชิญผู้หญิงมาร่วมงานในครัวถือเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา (เอิ๊ววววว!)

ปี 2006 สาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจบจากโรงเรียนสอนทำอาหารตระเวนสมัครตำแหน่งกุ๊กในร้านอาหารต่างๆ แต่กลับได้รับการเสนอเพียงตำแหน่งสาวเสิร์ฟ
แน่นอน เธอโมโห...
และกลับมาค้นคว้าจนได้พบข้อมูลชวนขนลุกว่า กระทรวงแรงงานจัดอาชีพเชฟไว้ในหมวดอาชีพ ผิดธรรมเนียม สำหรับผู้หญิง ซึ่งอยู่ในจำพวกเดียวกับ คนงานก่อสร้าง พนักงานดับเพลิง และช่างเครื่อง

นอกจากนี้เธอยังตั้งข้อสังเกตไว้ว่า โชว์ทำอาหารในทีวีส่วนใหญ่ดำเนินรายการโดยเชฟเพศชาย หากเป็นรายการโชว์ของเชฟหญิง การทำอาหารนั้นจะถูกถ่ายทำในครัวบ้าน ไม่ใช่ครัวสตูดิโอ แถมรูปแบบรายการยังถูกจัดมาให้เป็นการสาธิตวิธีทำอาหารเพื่อญาติมิตรโดยเฉพาะอีกด้วย

กอร์ดอน แรมซีย์ เชฟอังกฤษผู้มีชื่อเสียงกระฉ่อนในความหยาบคายกักขฬะ โฮสต์รายการ Hells Kitchen เคยออกปากว่า Women cant cook
แต่ที่จริง แรมซีย์มีร้านอาหารในสังกัดแห่งนึงที่มีหัวหน้าเชฟเป็นหญิง
เอาเหอะ เขาคงพูดไปด้วยอารมณ์น่ะ ดิฉันให้อภัยค่ะ
(ส่าดดดดดดดดด วินนิ่งม้ายเมิงงงงงงง)3

ไม่ใช่เพราะผู้หญิงไม่อยากเป็นเชฟหรอกนะ
สาวอเมริกันข้างต้นบอกว่าในโรงเรียนสอนทำอาหาร เพื่อนร่วมชั้นของเธอเป็นหญิงถึง 75%
แล้วพวกเธอหายหัวกันไปไหนหมด...



ข้อจำกัดต่างๆ ที่กีดกั้นเหล่าสตรีออกจากครัวร้านและขังพวกเธอไว้แต่เพียงในครัวบ้าน มีดังต่อไปนี้

© ผู้หญิงอ่อนแอบอบบางเกินกว่าจะทำงานหนักๆ ในครัว (ได้ข่าวมาตามผลวิจัยว่า ผู้หญิงเราถูกธรรมชาติสร้างมาให้มีความอึดและอดทนกับความเจ็บปวดมากกว่า การอุ้มท้อง คลอดลูก บลาๆๆ และการเลี้ยงลูกไปพร้อมๆ กับทำงานในบ้านและนอกบ้านน่าจะหนักกว่างานครัวอยู่นะ)

© เพราะผู้หญิงจำเป็นต้องเลี้ยงลูก การทำงานเป็นเวลานานๆ ในครัวจึงไม่เหมาะกับพวกเธอด้วยประการทั้งปวง (อ๋อ เหรอ เออ แกไม่ต้องเลี้ยงสินะ)

© ผู้หญิงมีความละเอียดอ่อนในการรับรสน้อยกว่า ทำให้ขาดคุณสมบัติในการรังสรรค์อาหารชั้นเลิศ (งี่เง่าพอๆ กับหาว่าผู้หญิงทุกคนมืออุ่นกว่าผู้ชาย)

© ผู้หญิงเห็นการทำอาหารเป็นเรื่องส่วนตัว ผูกติดมันกับอารมณ์ ขณะที่ผู้ชายมองมันด้วยสายตาแบบมืออาชีพ (ผู้หญิงอ่อนไหวและไม่สร้างสรรค์ แต่ผู้ชายมีเหตุผลแถมยังสร้างสรรค์ด้วย สมองสองข้างช่างสมดุลกันดีเหลือเกิน, อะไรจะเพอร์เฟ็กขนาดนี้ - แค่ - เพราะ - มี - กรวย)

© ผู้หญิงขาดทักษะการบริหารที่จำเป็นต่อการดูแลครัวใหญ่ๆ (พอกันที ต่อยกรูเลยดีกว่าค่ะ)

ย้อนไปยังสมัยโบราณครั้งอารยธรรมโรมันกำลังรุ่งเรือง เมื่ออาหารมื้อหรูเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคมและความมั่งคั่ง
ชาวโรมันกินดื่มกันตลอดวัน จนถึงขั้นต้องล้วงคอให้อ้วกด้วยขนนกยูงเพื่อให้ท้องว่างและกลับไปกินต่อ (อย่างนี้เองเล่า! จักรวรรดิมันถึงล่มสลาย)

ทาสหญิงถูกมองว่ามีสถานะต่ำต้อยกว่าทาสชายมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว
พวกเธอมีหน้าที่อบขนมปัง ทำงานง่อยๆ และห้ามปรากฏตัวต่อบรรดาแขก ขณะทาสชายทำหน้าที่วางแผนมื้ออาหารหรูๆ เป็นหน้าเป็นตาให้เจ้านาย และได้รับคำชมเชย

ต่อมา การเป็นเชฟจึงเป็นเส้นทางหนึ่งสำหรับผู้ชายที่อยากจะโผล่พ้นโคลนตมขึ้นมามีที่ทางในสังคม
ได้ทั้งสมบัติพัสถาน ลาภยศสรรเสริญ และพ้นจากการเป็นชนชั้นแรงงาน

คงเพราะเหตุนั้น ผู้ชายจึงพยายามปกปักษ์รักษาเส้นทางหลุดพ้นนี้ไว้อย่างหวงแหน โดยกีดกันผู้หญิงออกไป และพยายามทุกวิถีทางที่จะบอกว่าการทำอาหารของตน ต่าง จากการทำอาหารของผู้หญิง ถึงขนาดสร้างสัญลักษณ์อันเป็นรูปธรรมออกมา เป็นหมวกเชฟทรงสูงที่ใส่กันมาจนถึงทุกวันนี้

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

ในสยามประเทศที่ในน้ำมีปลาในนามีข้าว
ค่าครองชีพราคาสบายกระเป๋าทำให้การกินอาหารนอกบ้านถือเป็นเรื่องธรรมดา แถมบางทียังจะประหยัดกว่าการซื้อของสดมาปรุงเองด้วยซ้ำ
ตำแหน่งเชฟไม่ได้ถูกมองเป็นหนทางสู่ความก้าวหน้าหรือชื่อเสียงเงินทองขนาดนั้น แต่ Celebrity Chef อย่างหมึกแดง หรือ อ.ยิ่งศักดิ์ก็เป็นเพศชาย (?)

มันไม่ใช่แค่อาชีพเชฟหรอก
จิตรกรดังๆ ที่เรารู้จักจากวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ก็มีเพียงเพศชาย มีผู้หญิงอยู่บ้าง แต่ใครนึกชื่อพวกเธอออกบ้างล่ะ?
ช่างทำผมดังๆ ในเมืองไทยที่เป็นผู้หญิงมีใครมั่งนะ?
ทั้งที่การครัวหรือความสวยความงามถูกมองเป็นเรื่องผู้หญิ๊งผู้หญิง แต่พอถึงขั้นทำเป็นอาชีพ พวกเธอกลับโดนเขี่ยกระเด็นกระดอนหายไปหมด

อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ถูกสั่งสอนมาให้ทะยานอยาก ใฝ่ฝันถึงลาภยศ ชื่อเสียง เงินทอง หรือกระทั่งการทำอะไรๆ เพื่อตัวเอง
หน้าที่ของเราคือการดูแลครอบครัวและอำนวยความสะดวกให้ผู้ชายของเราสามารถออกไปโลดแล่นไล่ตามความฝันส่วนตัว พลางทำสีหน้าปลาบปลื้มยินดีทั้งๆ ที่แอบขมขื่นอยู่ลึกๆ

แน่ล่ะ รายการทีวีไม่ใช่ภาพสะท้อนของความจริงเสมอไป

ผู้หญิงยุคใหม่มากมายประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แม้แต่ในสาขาอาชีพที่ดูผู้ช๊ายผู้ชาย อย่าง วิศวกร
แต่บางทีถ้าพวกเธอเป็นผู้ชาย อาจจะประสบความสำเร็จได้มากยิ่งกว่านั้นร้อยเท่าพันทวี
และเมื่อถึงช่วงชีวิตที่พวกเธอถูกบีบให้เชื่อว่าตนจำเป็นต้อง เลือก ระหว่างความสำเร็จทางหน้าที่การงานและครอบครัว เลือกระหว่างความฝันส่วนตัวและความสุขของสามีกับลูกๆ ผู้หญิงซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยอมเสียสละและเป็นผู้ให้ก็มักสละตัวตนของเธอเพื่อคนอื่นด้วยหัวใจที่ยึดมั่นในรัก

Cooking is love, and if done with love, Love is OK!
คืนพรุ่งนี้ UBC จะฉาย Apron of Love หรือเปล่าหนอ
การเฝ้ามองหายนะของคนอื่นถือเป็นความบันเทิงและยาประโลมใจชั้นยอด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้มีที่ทางบนโลกใบนี้น้อยเหลือเกิน อย่างผู้หญิงคนหนึ่ง

เชอะ! พูดแล้วก็โมโห
โมโหหิวน่ะเค่อะ
ว่าจะออกไปจับผู้ชายกินซักตัวสองตัว ไปด้วยกันมั้ยคะ ;p