2007/Dec/01

กลับมาใช้ธีมเดิม
จริงๆ ก็อยากทำธีมใหม่ไปเลยนะ
แต่ท่าทางคงต้องใช้เวลามึนงงอีกเยอะ เลยไม่เอาดีกว่า

เพื่อเฉลิมฉลองวาระการหลุดพ้นจากธีมหวานแหววแสนดี
เราจะมาเลวกันให้สุดๆ ในเอ็นทรี่นี้
หากตัวอักษรในบล็อกสร้างความกระทบกระเทือนจิตใจหรือคุกคามผู้อ่านท่านใดในทางหนึ่งทางใด เราจะไม่ขอรับผิดชอบหรือชดเชยค่าความบอบช้ำใดๆ ทั้งสิ้น

บอกตรงๆ ว่าเดี๋ยวนี้ฉันรำคาญตัวหนังสือของตัวเองมาก
เวลาตั้งใจจะเล่าอะไร พอเขียนไปได้สองสามย่อหน้า ฉันก็จะรู้สึกว่ามันช่างยืดยาวและเต็มไปด้วยสิ่งแปลกปลอม

ปีนี้ก็จะเป็นอีกปีที่ผ่านไปแบบย่ำอยู่กับที่และไร้พัฒนาการเป็นที่สุด
แต่มีสตินึกรู้ตัวเป็นที่ยิ่ง(?)

อา~ ก่อนหน้านี้ไม่เคยเลยที่ฉันจะรู้ตัว?
ว่าฉันก็เป็นเหมือนไอ้พวกหน้าโง่ทั้งหลายที่สำคัญตนว่าสูงส่งเสียเต็มประดากะอีแค่มีพฤติกรรมทางเพศที่โลดโผนน้อยหน่อย
นึกว่าตัวเองเข้าใจชีวิตและมนุษย์มากซะจนเที่ยวตัดสินคนอื่นเค้าไปทั่ว
แถมยังเพิ่งจะรู้ตัวเอาจริงๆ จังๆ เมื่อไม่กี่วันมานี้ว่าโดนคุณแมลงสาบ Idol Tag ไปตั้งแต่เดือนเมษาฯ

อา~ ฉันนี่มันแย่จริงๆ

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

นี่คงเป็นการตอบ Tag ที่ใช้เวลายาวนานที่สุด แต่ยังไงก็ดีกว่าทิ้งไว้ข้ามปีแหละนะ

ว่าด้วยมายไฟฟ์ไอดอล

1) Sally จาก The Nightmare Before Christmas ของ Tim Burton



http://sunday-syndrome.exteen.com/20060523/dear-sally-2
ในขณะที่ความรักทำให้หลายคนอ่อนแอและเป็นเสมือนเครื่องหน่วงเหนี่ยวพันธนาการ มันกลับทำให้เธอเข้มแข็งและก้าวพ้นกรอบของตัวตนมาได้อย่างงดงาม
เขียนๆ อยู่เลยนึกถึงกระเป๋าใส่เศษตังค์รูปแซลลี่ที่ปุ่นซื้อมาฝากเมื่อสองเดือนก่อน
แหะๆ ยังไม่ได้หยิบมาใช้เลยอ่ะ

2) Ofelia จาก Pan’s Labyrinth ของ Guillermo Del Toro



เป็นหนังที่ฉันชอบมาก และทำให้กลับมานึกสงสัยว่าทำไมชื่อ “โอฟีเลีย-โอเฟเลีย” ถึงถูกนำมาตั้งเป็นชื่อนางเอกสติแตกในนิยายโศกเสมอเลย
ความแตกต่างคือ Ophelia อีกคนใน Hamlet ของเชคสเปียร์ ตอนเปิดเรื่องมาก็ยังสติดีๆ อยู่ แต่ถูกกดทับและรุมทึ้งจากสถานะของความเป็นหญิงผู้ถูกกระทำทั้งในความเป็นคนรักของแฮมเล็ตและลูกสาวของพ่อ จนในที่สุดก็จบชีวิตตัวเองในสายน้ำ
ส่วน Ofelia ของเดล โทโร่นี่เธอสติแตกอยู่แล้วตั้งแต่ต้น (ถ้าคุณเห็นว่าทุกอย่างคือภาพหลอนของเด็กหญิง)
ความจริงแล้วเธอก็ไม่ค่อยมีอะไรดีนักหรอก เพราะนอกจากจะบ้าแล้ว เธอยังเสร่อทำความผิดพลาดแบบโง่ๆ แต่ฉันก็ยกให้เธอเป็นไอดอลเนื่องจากเราบ้าบวกโง่เหมือนๆ กัน แถมชื่อ “Ophelia” กับ “Sandy” ยังมาจากรากศัพท์กรีกซึ่งดันมีความหมายว่า help เหมือนกันอีกด้วย (เป็นอัปมงคลสิ้นดี Help me! หนูจะตายเพราะความบ้ามั้ยคะนี่)
ก่อนที่ฉันจะเผลอนึกว่านี่คือ Tag “My Favorite Fictional Characters” ขอให้เรามูฟไปข้อสามโดยพลัน

3) Coco Chanel



เป็นไง ฟังดูดีมั้ยล่ะ? เปล่าเลย ฉันเปล่ามีรสนิยมเลิศวิไลขนาดใช้เครื่องสำอาง เสื้อผ้า หรืออะไรๆ ที่เค้าขายกันภายใต้แบรนด์ Chanel แถมไม่ได้นิยมห่อหุ้มกายาด้วย Chanel No.5 เป็นอาภรณ์ยามนิทราดุจเดียวกับมาริลีน มอนโร

และเปล่าเลย เหตุผลที่ฉันชื่นชมแม่หญิงชาแนลก็ไม่ใช่เพราะเธอคือผู้ปลดปล่อยหญิงสาวจำนวนมากจากคอร์เซ็ตหรือเครื่องรัดทรง (ซึ่งเป็นการจองจำร่างกายสตรียุโรปสมัยนั้นพอๆ กับแฟชั่นรองเท้าดอกบัวของสาวจีนโบราณ) ไม่ใช่เพราะเธอแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงก็สวมกางเกงได้ แต่เป็นเพราะหลายๆ สัปดาห์ก่อน ฉันเปิดทีวีช่อง AXN และเห็นกลุ่มตัวอักษรที่เรียงรายว่า
“Guilt is perhaps the most painful companion of death”

มันคือวาทะของป้าชาแนลที่ฉันเห็น(เป็นการส่วนตัว)ว่า โอ๊ววว ช่างลึกซึ้งคมคายยิ่งนัก

ฉันใน ค.ศ.และ พ.ศ.นี้เห็นว่า Love is overrated. และยังรู้สึกตะหงิดๆ กับ “กฎแห่งกรรม” ที่นิยมตีพิมพ์กันในหนังสืองานศพ
ลองหยิบมาเปิดๆ ดู คุณจะพบรูปแบบคล้ายๆ กันซึ่งเริ่มต้นด้วย “พระพุทธองค์ตรัสถึงกฎแห่งกรรมว่า...” ตามมาด้วยผลของการกระทำเป็นข้อๆ ราวกับบทความ How to
ที่ฉันชอบเป็นพิเศษมีดังนี้:

หากใครพิมพ์หนังสือเรื่องกฎแห่งกรรมแจก
ชาติหน้าจะมีกายมงคลรุ่งโรจน์

(สมัยพระพุทธองค์ มีการพิมพ์หนังสือกันด้วยหรือ รู้สึกแย่จังที่สมัยเรียนไม่สนใจวิชาประวัติศาสตร์เท่าที่ควร)

และ
หากใครกล่าวร้ายเรื่องกฎแห่งกรรม
ชาติหน้าก็จะไม่ได้เกิดเป็นคนอีก
(เยี่ยยม!)

ไม่รู้ว่าฉันไปกระตุ้นต่อมศีลธรรมของใครบ้างหรือยัง
แต่อย่าเพิ่งรีบแจ้งใครมาปิดบล็อกฉันเลยนะ นะ
ไหนๆ ชาติหน้าฉันก็จะไม่ได้เกิดมาเป็นคนแล้ว
ทนๆ อ่านไปเถิด ถือซะว่าโปรดสัตว์

ประมาณสองเดือนก่อน
ฉันเปิดทีวีช่อง 5 (น่าจะเป็นรายการเจาะใจ) เห็นเด็กสองคนพี่น้องที่ป่วยเป็นโรคพันธุกรรมชื่อน้องกันกับน้องกี้ คนพี่นั้นหูไม่ค่อยได้ยินและเดินไม่ได้แล้ว คนน้องอยากไปสวนสนุก ส่วนคนพี่อยากไปวัด เค้าอยากถามพระว่าชาติก่อนเค้าทำกรรมอะไรไว้ ชาตินี้ถึงเกิดมาเป็นแบบนี้
ขนาดคนใจทรามๆ อย่างเจ้าของบล็อกยังน้ำตาไหลเลยค่ะ ไม่ใช่เพราะเห็นหัวใจอันดีงามในความผิดปกติทางร่างกายของเค้านะคะ แต่เพราะน้องเค้าต้องทนทุกข์ทรมานกับไอ้เจ้าความคิดที่ว่าเค้าเป็นแบบนี้เพราะสิ่งเลวร้ายที่เค้าได้ทำลงไปเมื่อชาติก่อนและไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร
เฮ้ย คุณคะ นึกถึงความทรมานแบบนั้นกันออกไหม?
อยากจะสบถออกมาเป็นภาษาฮีบรู
คือฉันว่าพ่อแม่เค้าสอนมาดีนะคะ น้องๆ ดูมีสุขภาพจิตดี ยิ้มแย้มแจ่มใสและดูมีจิตใจดีกันมากๆ เนื่องจากครอบครัวนี้ต่อสู้กับความทุกข์ด้วยการสอนลูกๆ ให้สวดมนต์และหันหน้าเข้าหาธรรมะ (ซึ่งก็ดูจะเป็นวิธีที่ดี)

ต้องขอบคุณทางรายการที่พาน้องเค้าไปสนทนาธรรมกับท่าน ว.วชิรเมธี และต้องขอบคุณท่าน ว.วชิรเมธีที่ตอบคำถาม “ผมทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ถึงได้เกิดมาเป็นแบบนี้?” ได้ดีเหลือเกิน ท่านบอกว่ายังมีเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายนอกจากกรรมเก่าที่ทำให้เราเป็นเราอย่างที่เป็นอยู่นี้ เช่นสภาพแวดล้อม, เหตุผลทางชีววิทยาอย่างกรรมพันธุ์, จิตปฏิสนธิ, และกฎของเหตุและผลอื่นๆ ดังนั้นอย่าไปคิดว่าที่เป็นแบบนี้เพราะกรรมเก่า ให้คิดว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือนี้ต่อไปอย่างไรให้เป็นประโยชน์จะดีกว่า

ถ้าเราเป็นน้องเค้าคงรู้สึกโล่งอกเบาสบาย เหมือนถูกปลดปล่อยจากความเชื่อที่กดทับมานานเต็มที

ใครบางคนบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
สอนแต่ว่า “ทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว” ต่างหาก

ฉันว่าเราถูกสอนสั่งให้รู้สึกผิดกับแทบทุกเรื่องในชีวิต (แม้แต่เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนเราจะเกิด?)
คงเพราะมันง่ายกว่าที่จะปกครองสังคมที่ผู้คนรู้จักละอายและเกรงกลัวต่อบาป
หากบาปกรรมไม่มีจริง หากนรกสวรรค์หรือชาติหน้าไม่มีจริง มนุษย์จะตั้งหน้าตั้งตาเข่นฆ่าเอารัดเอาเปรียบกันจนหาความสงบสุขในชีวิตไม่ได้เลยเชียวหรือ
เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ นี่คือวิธีเดียวหรือไงที่จะควบคุมพลเมืองให้รู้จักปฏิบัติต่อกันอย่างให้เกียรติ
ฉันไม่เชื่ออย่างนั้นหรอกนะ
และก็ไม่เชื่อในบาปกำเนิดด้วย

อ่อ แต่ฉันเชื่อนะว่าสันดานมนุษย์น่ะเห็นแก่ตัว (เพราะยีนเห็นแก่ตัวใช่ไหมนะ เราถึงเป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่รอดมาจนทุกวันนี้)
ฉันยังเชื่ออีกว่า ความรู้สึกผิดคือบาปประการเดียวของมนุษย์
ความเจ็บปวดที่เกิดจากความรู้สึกผิดต่อทุกสิ่งบนโลกมันทรมานยิ่งกว่าความเจ็บปวดรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น
เชื่อสิ เพราะฉันเคยรู้สึกผิดต่อตนเองที่รู้สึกผิด และนึกอิจฉาคนที่ไม่ต้องทนทรมานกับความรู้สึกผิด และรู้สึกผิดซ้ำอีกที่ไปนึกอิจฉาคนอื่น
ไม่ใช่เพราะฉันมีคุณธรรมนำหน้าหรอกนะ แต่เพราะฉันบาปหนามากต่างหาก

ทั้งหมดทั้งปวงเลยทำให้ฉันยึด Coco Chanel เป็นไอดอล
(เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ยว่ากำลังตอบ Tag อยู่)

เออ ฮัลโหลๆๆ
ไอดอลคนล่าสุดที่กำลังขึ้นชาร์ตของฉันคือ ชาแนล นะปุ่น
คราวหน้าช่วยซื้อกระเป๋าชาแนลมาฝากด้วยย่ะ
(เหตุผลที่ซ่อนอยู่ภายใต้กลุ่มประโยคยืดยาวที่กล่าวมา 555)

4) Marjane Satrapi



Persepolis ของเธอสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่องจริงๆ แหละ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่สาเหตุที่ฉันชื่นชมเธออยู่ดี (เอ๊ะ อ้ายนี่)
ฉันอ่านเล่มแรกจบด้วยความทึ่งสุดขีด รีบเปิดเล่มสองมาอ่านต่อด้วยความคาดหวังถึงเรื่องราวอันเข้มข้นของการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และได้พบว่าเนื้อหาในเล่มหลังนั้นพร่ำพรรณนาถึงความโดดเดี่ยว เศร้าซึม และความผิดหวังในรักของมิสซาตราปีในวัยสาวไปซะครึ่งเล่ม กว่าเธอจะตั้งสติและจัดการชีวิตจนเข้ารูปเข้ารอยได้ก็กินเวลานานปี
ฉันพบว่าตัวเองแอบผิดหวัง...

เธอในวัยเด็กซึ่งฉันได้รับรู้จาก Persepolis เล่มแรกช่างเปี่ยมด้วยพลัง ความใฝ่รู้ สติปัญญาและความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ จนเราล้วนคาดเดาได้ว่าเด็กหญิงซาตราปีจะต้องเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งและสง่างาม
หัวขบถตัวน้อยที่ยืนหยัดผ่านสงคราม ลูกระเบิด พบเห็นโศกนาฏกรรมและความโง่เง่าของโลกใบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็เกือบตายเพราะพิษรัก! ท่อนนี้โปรดกระชากเสียงกราดเกรี้ยวเหมือนในละคร – “Miss Satrapi, ฉันผิดหวังในตัวเธอจริงๆ!”

…..
นึกย้อนดูตัวเอง
เออว่ะ ฉันก็เคยผ่านช่วงเวลานั้นมาเหมือนกัน
และไม่ได้ก้าวพ้นมันมาอย่างงดงามเท่าไหร่ด้วย
ทีเงี้ย ลืมง่ายเชียวนะเอ็ง

โอเค Satrapi, เธอคือ Survivor ตัวจริง

ขอเสียงปรบมือให้เราทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เย้ เย้ เย้
ไว้วันไหนมีตังค์เหลือใช้ จะทำเสื้อยืด I Survived Depression มาแจกผู้ชมในห้องส่งนะจ๊ะ
หรือจะเป็น I Survived Sunday Syndrome ดี
ขอความเห็นโหน่ยยย

5) มุกหอม วงษ์เทศ
คนนี้ขอเขียนถึงสั้นๆ ละกัน อิจฉาน่ะ คนไรไม่รู้ทำให้เราทึ่งได้ทุกครั้ง เธอเคยเขียนไว้เมื่อไม่นานมานี้ใน onopen ว่า
“...ข้าพเจ้าเคยเชื่ออย่างงมงายว่าตัวเองเป็นพวกไม่เชื่อ หรือ Skeptic”
โห อารมณ์ขันแบบนี้มีแต่สุดยอดของผู้ไม่เชื่อเท่านั้นแหละนะที่ทำได้

 

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

จบดีกว่า ยาวแระ
คงไม่ได้มาอัพอีกนานเหมือนเดิม
ไม่ต้องคิดถึงนะจ๊ะ


++เพิ่มเติม++

ขออภัยนะ
ลืมไปแระว่าต้องส่งต่อ

ส่ง Idol Tag ต่อให้ คุณคนสวยเลือกได้ ก้อแล้วกัน
ตอบปีหน้าก็ได้นะจ๊ะ
ไม่รีบ

ส่วนคนอื่นถ้าหมดมุกในการอัพบล็อกแล้ว
ใครใคร่ตอบก็ตอบมาเถิดค่ะ
Tag อันนี้เจ๊ขอหว่าน



myspace วงหุ่นยนต์กะต้นถั่ว
http://www.myspace.com/magicbeanstalksandrobots

Comment

Comment:

Tweet


The Staff here are very friendly and extremely soft spoken.Food and the ambiance is fantastic.The destination was really good and I can tell this is the decent place to stay with family,the room and the bathroom A place if you really wanna let loose urself and realize wat freedom is...Great place to say,good blend of hosts. If you want a lovely laid back vacation amidst nature, luxury, good food and activities for kids.
#29 by Vythiri hotels (103.7.57.18|117.200.53.101) At 2012-07-15 08:31,
Oh, best selling fact related to this post. Can please inform me how long period of time that can take? Because I am going to create the dissertation results or probably it would be good to purchase the dissertation. Thank you so much.
#28 by Finley25CONCEPCION (91.212.226.136) At 2012-01-10 17:15,
โหะ เจ๋งงง....

ลืมไปเลยว่าตอบแทคอยู่ เพราะมัวร้องไชโยอยู่กับประเด็น guilty แห่งชาติ เย่ๆๆๆ

หนังเรื่องที่สองได้ดูด้วยล่ะ รู้สึกว่า...โถ เด็กป่วง ไม่ได้สงสารเด็กแฮะ ฉันนี่ใจร้าย (ขออำภัย)
ส่วน persepolis นี่อยากดูตั้งแต่พระเจ้าเหา แต่ที่บ้านนอกหาไม่ได้เลย ถ้าเล่มสองเป็นอย่างคุณว่า ก็คงผิดหวังนิดๆ (ถึงตัวเองก็จะเคยเกือบตายเพราะพิษรักเหมือนกัน ฮาๆๆ) สรุปว่าก็ผีตัวเดียวกัน ดังนั้น จะไปหามาดูให้ได้เชียว

อ้อ เกือบลืมบอก ฉันรู้แล้วล่ะว่า กระทรวงศึกษาทำไมมาเยี่ยมบล๊อคคุณบ่อยนัก สงสัยเพราะเอนทรีนี้แหงๆ open-mounthed smile (ข้อหาทำลายวิชาพุทธศาสนาอันแสนรักของเค้า -- แต่ฉันก็ไม่ได้ไม่ชอบศาสนาพุทธนะ ฉันชอบที่สุดถ้าคอมแพร์กับศาสนาอื่น แต่บางเรื่อง คนนั่นแหละ ที่บ้ากันไปเอง)

หรือว่า ท่านทั้งหลายในกระทรวงเป็นแฟนคลับคุณแซนดี้คะ อู้วววววว น่าปลื้มใจๆconfused smile confused smile
#27 by nyanta At 2007-12-14 23:53,
คาดหวังไว้ว่าต้องมีตัวละครใด
ตัวละครหนึ่งที่ charlotte rampling
สวมบทบาทซะอีกนะเนี่