2008/May/26



เรื่องราวการผจญภัยอันเหนือจริงและวาบหวามนี้เปิดเรื่องที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังเปิดดีวีดี

หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับ ฌอง โดมินิก โบบี้ บรรณาธิการบริหารหนุ่มแห่งนิตยสาร ELLE ฝรั่งเศส ผู้มีไลฟ์สไตล์และรสนิยมแสนเก๋ และกำลังโลดแล่นอยู่กับความสำเร็จ แต่จู่ๆ ก็เกิดอาการเส้นโลหิตในสมองแตกเสียอย่างนั้น เขากลายเป็นอัมพาตทั้งตัว มีอาการที่เรียกว่า Locked-in Syndrome คือไม่สามารถเคลื่อนไหวอวัยวะใดๆ นอกจากตาข้างซ้าย เขาจึงต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ ด้วยการกะพริบตาเพียงข้างเดียว

หนังเล่าเรื่องผ่านดวงตาของฌองที่กะพริบตาครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งโฟกัสไปที่หน้าอกสาว บางคราวที่เขาโกรธและหงุดหงิด ภาพที่เราเห็นจะเปะปะ ส่ายไปมา หรือกระโดดไปที่เพดาน ไม่ยอมมองหน้าคู่สนทนา บางเวลาภาพที่เราเห็นก็พร่าเลือนด้วยหยดน้ำตา และบางครั้งเราก็เห็นภาพจากความทรงจำของเขาที่วูบวาบไหวหวามและเจิดจ้า

เขาเริ่มเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตตนเอง
จากร่างกายที่ถูกจองจำ จิตวิญญาณอิสระของเขาโบยบินออกมาทีละตัวอักษร
ผ่านการไหวกระพือของปีกแห่งความหวัง-เปลือกตาซ้ายของเขา

เป็นหนังสือที่เธอไม่เคยคิดอ่าน เพราะเธอคิดเอาเองว่าเนื้อหาคงเศร้าสลด และเธอก็เกลียดเรื่องเศร้าสลด

แต่นี่เป็นหนังที่มีภาพสวยเรื่องหนึ่ง

ตอนที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นเวลาตีหนึ่งแล้ว
ฮัลโหล มีไร
เออ แกช่วยฉันคิดหน่อยสิ ฉันอยากทำหนังที่เล่าเรื่อง
เธอกดปุ่ม pause ให้ภาพค้างเติ่งบนจอทีวี
เสียงที่ลอดออกมาจากกระบอกโทรศัพท์หลังจากนั้น คือ บริฟเงื่อนไขต่างๆ ว่าด้วยวิธีการเล่าเรื่อง นักแสดง และฉากอันเป็นที่เกิดเหตุ 

แล้วแกอยากพูดถึงเรื่องอะไรล่ะ
อะไรก็ได้ที่แกอยากจะพูดน่ะ
เรื่องที่ฉันอยากพูด ?”
ใช่ ฉันอยากพูดถึงเรื่องของคนอื่นบ้าง

บทสนทนาดำเนินไป
แล้วตอนนี้แกคิดถึงเรื่องอะไรอยู่
ความเกลียดชัง
ความเกลียดชังทำไม
ฉันกำลังคิดว่าความเกลียดชังไม่ได้เกิดจากการที่เราถูกทำร้ายหรอก แต่เกิดขึ้นเพราะอีกฝ่ายทำให้เราตระหนักหรือรู้สึกว่า ตัวเรานี่ช่างโง่เหลือเกิน

บทสนทนาดำเนินไป
เดือนนึง เสร็จมั้ยวะแก
เออ เสร็จมั้ง
แล้วยี่สิบนาทีล่ะ
บทสนทนาจบลง

เธอดูหนังต่อจนจบ ย้ายไปนอนบนเตียงพลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่เธออยากจะพูด

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

ตอนบ่ายอ่อนๆ ของวันเดียวกันนั้น ซึ่งเป็นวันอาทิตย์
เธอกำลังครุ่นคิด แต่ไม่ได้คิดถึงสิ่งที่เธออยากจะพูด
เธอคิดถึงบทสนทนาเมื่อคืน
บทสนทนาที่แสนจะไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนหลุดมาจากหนังห่วยๆ สักเรื่อง
ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะ หนึ่ง มีคนอยากรู้ว่าเธอต้องการพูดอะไร
และ สอง มีคนถามว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

จู่ๆ เธอก็เกิดความรู้สึกอันแปลกประหลาด
เธอเริ่มมั่นใจว่าเหตุการณ์เมื่อคืนเป็นเพียงภาพหลอน
เสียงที่เธอได้ยินอาจก่อรูปมาจากการเล่นกลของสมอง บวกกับเซลฟ์เอสตีมอันต่ำเตี้ย ความต้องการอันน่าสมเพชในส่วนลึกของจิตที่อยากมีใครรับฟัง
เมื่อคืนเธอคงเพียงพูดกับจิตใต้สำนึกของตัวเองผ่านทางโทรศัพท์ที่ไร้ปลายสาย
หรือทั้งหมดอาจเกิดขึ้นในความฝันหลังจากเธอล้มตัวลงนอน

หรือความรู้สึกเคลิ้มเมาทั้งหมดนี่อาจเกิดจากผงมาตาตาบิที่เธอซื้อมาให้แมว และยังคงฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ

เธอเริ่มสงสัยต่อเนื่องไปว่า แม้แต่ในปัจจุบันขณะนี้ก็อาจเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความฝันอันเนิ่นนาน และการที่เธอรู้สึกว่าตนเองกำลังนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ก็อาจเป็นเพียงภาพหลอนด้วย

ภาพข่าวในทีวีกำลังรายงานสถานการณ์บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเริ่มทยอยมารวมตัวกัน พร้อมๆ กับกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ

สองกลุ่ม สองอุดมการณ์ ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง ทรงคุณธรรม และเป็นประโยชน์ยิ่งต่อประเทศชาติ

ทุกอย่างชี้กลับมาที่คำถามเดิมๆ ว่า ความจริงคืออะไร
ทำไมความจริงจึงมีได้หลากหลาย และแตกต่างกันได้สุดขั้วในชั่วขณะเดียวกัน
และที่สุดแล้ว ความจริงมีอยู่จริงไหม

แต่ที่น่าสงสัย น่าอัศจรรย์ น่าพิศวงที่สุด ก็คือ
ทำไมบางครั้งเราต้องเค้นสมองสร้างเรื่องแต่งขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางในการบอกเล่า "ความจริง"

หรือว่าอวัยวะที่เราจะใช้บอกเล่า "ความจริง" กลับกลายเป็นอัมพาตไป

ที่แท้เราคือคนบอดใบ้ในเปลือกขัง
ผู้กำลังดิ้นรนสุดชีวิตที่จะหาทางติดต่อกับโลกภายนอก

หรือเราแค่สำเหนียกดีว่า เรื่องที่เราพยายามจะพูดนั้นเป็นเรื่องของเราเอง และนั่นก็ทำให้เราเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง เราจึงอยาก โยน มันออกไป ให้ดูกลายเป็นเรื่องของคนอื่น เพื่อเราจะพูดถึงมันได้ โดยที่จิตวิญญาณไม่ต้องผ่านการแตกสลายซ้ำอีก

Maybe that’s why novels exist.

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©

เธอกะพริบตา พยายามสลัดความแปลกประหลาดที่ติดตรึงในความรู้สึกมาตลอดบ่าย
และเอ่ยถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเบาะขวา
เราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราตอนนี้เป็นเรื่องจริง
แม้แต่คำถามที่ออกมาจากปากเธอตอนนี้ก็ฟังดูแปลกประหลาด

เขาตอบมาด้วยท่าทางสบายๆ
ก็ไม่เห็นต้องรู้เลยนี่
อ้าว ทำไมล่ะ
เธอจะบอกว่าเธอเป็นความฝันของผีเสื้อหรือ

ห๊ะ อะไรนะ เธอขมวดคิ้วแล้วทวนคำ
ความฝันของผีเสื้อ ?”
What kind of conversation is this?
Why did he mention the butterfly?
เขารู้หรือไงว่าเธอดูหนังเรื่อง The Diving Bell and The Butterfly เมื่อคืน
ไม่หนิ... เธอยังไม่ได้พูดถึงมันเลย
โอ้  This is getting weirder and weirder! 

ก่อนที่เธอจะเหวอไปมากกว่านั้น เขาเริ่มเล่าถึงปราชญ์นามจวงจื้อที่หลับฝันไปว่าตนคือผีเสื้อ  และเมื่อตื่นขึ้นมา เขาก็เริ่มไม่แน่ใจ ว่าตนคือมนุษย์ที่เพิ่งฝันว่าตนเป็นผีเสื้อ หรือว่าเป็นผีเสื้อที่กำลังฝันว่าตนเป็นมนุษย์กันแน่

ก็นั่นน่ะสิ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เกิดกับเราตอนนี้เป็นเรื่องจริง
เราไม่มีทางรู้หรอก นี่เป็นปัญหาเชิงอภิปรัชญา

ใครเป็นคนเขียนบทวะ ขอดูหน้าหน่อย เธอคิด

แต่มีอยู่วิธีนึงนะ ที่จะช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบัน แค่เอามือลูบเข่าตัวเอง ลูบแล้วปล่อย ลูบแล้วปล่อยแบบนี้ไปเรื่อยๆ เขาใช้นิ้วมือข้างซ้ายลูบเข่าซ้ายของตนเองไปมาให้เธอดู ขณะมือขวาบังคับพวงมาลัย

ผัสสะก็เกิดจากอวิชชา มันก็ไม่ใช่เรื่องจริงเหมือนกันนี่
เราถึงต้องรับรู้ถึงการเกิดขึ้นและดับลงของมันไง

เธอนึกถึงอาจารย์วิชาจิตวิทยาผู้เคยเล่าถึงกลไกของจิต เขาบอกว่าหากพลังของคนเรามีอยู่ 10 หน่วย ในช่วงเวลาปกติ เราจะใช้พลังไปกับความคิด 4 หน่วย ความรู้สึก (เจ็บ ปวด ร้อน หนาว) 3 หน่วย และพลังเคลื่อนไหวทางกายอีก 3 หน่วย แต่ถ้าเมื่อไหร่เราใช้พลังงานกับความคิดมากเกินไป จนถึงขั้น 9:0:1 (ตราบใดที่ยังหายใจอยู่ พลังกายอย่างน้อยก็ต้องเป็น 1) เราก็จะหลุดออกไปจากโลกใบนี้ทันที

เขามักแนะนำผู้ป่วยที่กำลังยืนคร่อมอยู่บนเส้นกั้นระหว่างสองโลกให้ดื่มน้ำเย็นจัด และรับรู้ถึงความเย็นที่ไหลผ่านลำคอ