2008/Jul/31

ฉันเขียนเอ็นทรี่นี้ไม่ออกจริงๆ แฮะ

ช่วยฉันเลือกหน่อยละกัน ว่าควรจะเล่าเรื่องต่อไปนี้อย่างไรดี

 

(1)

 

ความสุขเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ดื่มกินความเศร้าเป็นสรณะ

ฉันครั่นเนื้อครั่นตัวอยากเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับฉันในช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมา

แต่สาเหตุที่เอ็นทรี่นี้คลอดช้า เป็นเพราะ...

 

ก.      ฉันมัวแต่ masturbate เพลินน่ะสิ

ข.      ฉันคิดชื่อเอ็นทรี่เก๋ๆ ไม่ออก ตัดสินใจไม่ได้ระหว่าง ข่มขืนฉันเถิด มายวาเลนไทน์ กับ “Please let me know if you have a no-nonsense way to say this”

ค.      Something somehow shattered me once again.

ง.       ฉันหาวิธีเล่าถึงเรื่องนี้ให้ฟังดูเหมือนคนมีสติไม่ได้ (มันถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้ไง)

 

(2)

 

ประมาณสองเดือนก่อน ฉันได้ไปดูละครเวทีเรื่องหนึ่งชื่อ 17 พฤษภา My Valentine

ละครเรื่องนี้เปลี่ยนชีวิตฉันภายในสิบนาทีแรก

ฉันน้ำตาไหลเหมือนคนบ้า ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ออกจะผิดนะ

เพราะฉันไม่เคยเห็นคนบ้าร้องไห้...หรือใครเคยเห็น?

ยังไงก็ตาม มันทำให้ฉันตระหนักอย่างขวัญผวาที่สุดว่า...

 

ก.      E = mc2

ข.      The Matrix is everywhere. It is all around us. Even now, in this very room. You can see it when you look out your window or when you turn on your television. You can feel it when you go to work... when you go to church... when you pay your taxes. It is the world that has been pulled over your eyes to blind you from the truth. The truth that you are a slave, Neo. Like everyone else you were born into bondage. Into a prison that you cannot taste or see or touch. A prison for your mind.

ค.      ใต้ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยจักรวาลนี้ ฉันนี่แหละคือคนที่โรแมนติกที่สุด และโลกนี้ช่างเป็นที่ซึ่งอุดมด้วยขนมสายไหมสีชมพูและเชอร์เบตรสมะนาว (ผวากว่านี้มีอีกไหมเล่า)

ง.       ข้อสอบปรนัยทำร้ายเซลล์สมองของเด็กไทย

            ----(แต่เผอิญนี่ไม่ใช่ข้อสอบ จึงไม่มีคำตอบ มีก็แค่ทางเลือก...)

 

(3)

 

ฉันกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจ

รู้สึกฮึกเหิมจนอยากร้องตะโกนออกมา

ไม่จำเป็นอีกแล้วที่ต้องตั้งคำถามกับความ เชื่อ  

บัดนี้ฉัน รู้ แล้วว่า...

 

ก.      คอนเซ็ปต์ของความรักและเสรีภาพนั้นเป็นเพียงโปรแกรมเสริมสมดุลอีกแบบที่ “The Matrix” สร้างขึ้น เพื่อหล่อเลี้ยงแบตเตอรี่มนุษย์อย่างเราไม่ให้รู้สึกจนตรอกเกินไป (จนก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบ)

ข.      ฉันควรดื่มเหล้าให้เมาจนหัวทิ่มกองอ้วกตัวเอง หลับๆ ไปซะ และสวดภาวนาให้เมื่อตื่นขึ้นมา ความรู้สึกฮึกเหิมเช่นนี้จะหายไป ฉันจะได้อยู่รอดปลอดภัย ไม่เผลอทำอะไรโง่ๆ กับชีวิตตัวเอง

ค.      ฉันไม่มีวันเดียวดาย

ง.       ความรักมีอยู่จริงและมันดำรงอยู่ในเรื่องเล่า ซ้ำยังมีรสหวานปนขมเหมือนดาร์กช็อกโกแลตที่เปี่ยมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

 

(4)

 

ไม่น่าอัศจรรย์เลยหรอกหรือ วิธีที่ความรักเดินทางมาหาเรา

เรื่องเล่าของคนต่างๆ เพศ ต่างๆ วัย ต่างๆ เชื้อชาติ ต่างๆ สถานะ จากต่างๆ สถานที่ และแม้กระทั่งต่างยุคสมัย เดินทางมาหาเราด้วยเส้นทางอันหลากหลาย โอบกอดปลอบประโลมเราด้วยวิธีพิเศษพิสดารที่น่าจะนำมาแต่งเป็นนิยายแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ได้อีกหลายๆ เรื่อง

แต่หลังจากวันนั้น แทนที่ฉันจะรีบกลับมาส่งต่อเรื่องเล่า ฉันกลับอุทิศตัวให้กับ...

 

ก.      การดื่มเชอร์รี่สไปรท์ทุกคืน โดยใส่เชอร์รี่สีแดงคราวละ 4-5 ลูก

ข.      การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ค.      การอ่านข่าวเรื่องหนูน้อยซันเดย์ ลูกสาวของนิโคล คิดแมน

ง.       การกู้ชาติ

 

(5)

 

แล้วฉันก็ไปดูละครเวทีอีกเรื่อง คือเรื่อง สู่ฝันอันยิ่งใหญ่

กะว่าต้องร้องไห้แน่ๆ แต่ก็ไม่ร้องแฮะ สงสัยคงเป็นเพราะเวทีใหญ่เกินไป

ฉันชอบตัวละคร อัลดอนซ่า ในการตีความเวอร์ชั่น Man of La Mancha นะ

ไม่ได้หมายความว่าชอบเมย์ แต่ชอบตัวละครตัวนี้ซึ่งเป็นกะหรี่ที่ไม่เคยอ่านนิยายอัศวิน

แต่ด้วยการบอกเล่าของดอนกีโฆเต้

บวกกับการที่เขามองเห็นส่วนดีงามในตัวเธอ รักเธอ บูชาเธอ

กะหรี่ที่อ่านหนังสือไม่ออกอย่างอัลดอนซ่าเลยมองเห็นส่วนดีงามในตัวเองและหันมาเชิดชูอุดมการณ์ในที่สุด

ดูละครเรื่องนี้จบ ฉันพบว่า...

 

ก.      ค่าบัตรไม่แพงเล้ยยย และจนถึงบัดนี้ หล่อนก็ยังไม่ยอมใช้หนี้ค่าตั๋วที่ฉันออกไปก่อน นี่ก็ผ่านมาสองเดือนแล้วสินะ อืม อืม

ข.      ผลกระทบที่ละครเรื่อง 17 พฤษภา My Valentine มีต่อฉันก็คือ มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอัลดอนซ่า แต่เป็นอัลดอนซ่าเวอร์ชั่นที่อยากโดนข่มขืนจนตัวสั่นนะ และสิงโตขี้ขลาดในเรื่องพ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซก็ไม่ใช่ตัวละครงี่เง่าอย่างที่ฉันเคยคิดเลย

ค.      หนังสือสร้างปัญญา แต่การพยายามจะให้คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสืออ่านหนังสือก็คงเหมือนการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เป็นการสื่อสารที่ไม่สัมฤทธิ์ผลเพราะไม่คำนึงถึงผู้รับสาร ถ้าเราอยากให้สารนี้เดินทางไปถึงเขาจริงๆ บางทีเราน่าจะสร้างช่องทางหรือวิธีส่งสารที่เหมาะสมกับอีกฝ่าย?

ง.       พี่เจมส์ไปทอผมมาฤา

 

(6)

 

หลังกลับมาใคร่ครวญตามลำพังอีกหลายคืน

ฉันมั่นใจแล้วว่าฉันคืออัลดอนซ่าที่อยากโดนข่มขืน

การไม่เชื่อในอะไรเลยนี่มันเหนื่อยนะ

แต่การเชื่อในอะไรขึ้นมานี่มันเหนื่อยยิ่งกว่า

ตอนนี้สิ่งที่ฉันปรารถนายิ่งกว่าอะไรก็คือ...

 

ก.      ใครสักคนจะเดินมาบอกว่า ฉันควรจะรีบเข้านอนได้แล้ว และอย่าอ่านหนังสือให้มันมาก

ข.      ใครสักคนจะเดินมาบอกว่า มันไม่ผิดหรอกนะที่จะเป็นคนช่างฝัน แต่เราก็ต้องรู้จักแยกแยะระหว่างความฝันกับความจริง

ค.      ใครสักคนจะเดินมาบอกว่า ฉันควรจะเดินออกไปสัมผัสแสงอาทิตย์และไดนามิกของผู้คนในเมืองหลวง เพื่อเป็นการฟื้นพลังชี่... รู้จักไหม พลังชี่

ง.       ใครสักคนจะเดินมาบอกว่า ฉันลืมบทรึไง การข่มขืนผ่านไปนานชาติแล้ว ตอนนี้ตัวละครนี้สมควรจะมีพัฒนาการ และเปลี่ยนชื่อเป็นดุลซิเนีย เพื่อเรื่องจะได้จบอย่างมีความหวัง แล้วนี่ฉันยังรออะไร อยากโดนอีกรอบหรือ และฉันจะได้ตะโกนตอบว่า ใช่ ข่มขืนฉันเถอะ ได้โปรดข่มขืนฉัน! ฉันอยากเป็นกะหรี่ตลอดไป!”

 

(7)

 

นั่งๆ นอนๆ รอการถูกข่มขืน

ตอนกลางคืน ฉันนอนไม่หลับ เพราะหัวใจเต้นแรงเกินไป

คงตื่นเต้นกับการรอคอย

จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครมา

แต่ผลจากการที่หัวใจทำงานหนักก็คือ ฉันไข้ขึ้น

เย็นนั้นฉันเลยกินอาหารที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

นั่นคือ ช็อกโกแลตหนึ่งแท่งกับเชอร์รี่สไปรท์หนึ่งแก้ว แล้วรีบเข้านอน

สิบสองชั่วโมงต่อมา ฉันตื่นขึ้น และพบว่า...

 

ก.      นอกหน้าต่าง บนท้องฟ้า มีขนมสายไหมลอยละล่องตามแรงลม ฉันรู้สึกถึงการกลับมาของบางสิ่งบางอย่างที่ฉันก็ลืมไปแล้วว่ามันคืออะไร ฉันเปิดตู้เย็น เฉลิมฉลองเหตุการณ์นี้ด้วยไอศกรีมรสวานิลลาหยอดหน้าด้วยเหล้ารสกาแฟ

ข.      บางทีฉันน่าจะเลือกยาเม็ดสีฟ้า