Case-History

2006/Jan/01


ช่วงนี้ฟังเพลงนี้แล้วละลายง่ะ แบบว่าดนตรีตอนต้นมันนุ่มนวลบาดใจจัง
ยิ่งตอนเสียงผู้หญิงหวานๆ แทรกขึ้นมาอ่ะนะ
โอ้ แม่คะ หนูอยากเอาหัวโขกคอมฯให้เลือดทะลักตายคาโต๊ะไปเลยค่ะ





I SeeYou, YouSee Me
(The Magic Numbers)

I never wanted to love you, but that's okay
I always knew that you'd leave me anyway
But darling when I see you, you see me
I asked the boys if they'd let me go out and play
They always said that you'd hurt me anyway
But darling when I see you, I see me

And it's alright
I never thought I'd fall in love again
It's alright
I look to you as my only friend
It's alright
I never thought that I could feel there's something
Rising, rising in my veins
Looks like it's happened again

I never thought that you wanted for me to stay
So I left you with the girls that came your way
And darling when I see you I see me


I often thought that you'd be better off left alone
Well throw a circle round and ... with broken bones
But darling when I see you, I see me

It's alright
I never thought I'd fall in love again
It's alright
I look to you as my only friend
It's alright
I never thought that I could feel there's something
Rising, rising in my veins
Looks like it's happened again

You always looked like you had something else on your mind
When I try to tell you, you tell me "nevermind"
But darling when I see you, you see me

I wanna tell you that I never loved anyone else
You wanna tell me that you're better off by yourself
But darling when I see you, you see me

Oooh, oo-oo-oooh...
This is not what I'm like, this is not what I do
This is not what I'm like, I think I'm falling for you

This is not what I'm like, this is not what I do
This is not what I'm like, I think I'm falling for you
(repeat)

I never thought
This is not what I'm like, this is not what I do
I never thought
This is not what I'm like, I think I'm falling for you
(repeat)

I never thought that I could feel there's something
Rising, rising in my veins
And it looks like I feel there's something
Rising, rising in my veins
Looks like it's happened again







ก็อย่างที่ Thunska13 บอกเอาไว้นั่นแหละ
ในหมู่พวกเราเชื่อกันว่าถ้าปีใหม่ไป countdown กับใคร ปีนั้นจะได้อยู่กับคนๆ นั้นไปอีกตลอดปี
ปีนี้ฉันก็เลยเลือกที่จะไม่ไปต่างจังหวัดกับที่บ้าน
เลือกที่จะไม่ไปไหนกับกลุ่มเพื่อน และเลือกที่จะปฏิเสธคำชวนไปฉลองปีใหม่ที่ข้าวสารกับแฟน
โดยวางแผนจะฉลองปีเก่าด้วยการดูหนังเรื่อง Last Days อยู่ในบ้านเงียบๆ เพียงคนเดียว
(ไม่ได้กะจะตายตามพี่เคิร์ทหรอกนะคะ ฉันยังสนุกกับชีวิตอยู่เลย)

แต่พอกินมื้อเย็นซึ่งเป็นมาม่ารสหมูสับไม่ใส่ไข่หมดชาม (อาหารกลางวันฉันกินคุกกี้ดาร์กช็อกโกแลตชิปหนึ่งชิ้นกับนมสองแก้ว)
ฉันเริ่มมีลางสังหรณ์ว่าใครบางคนอาจกำลังผจญกับช่วงเวลารันทดๆ คล้ายกันในค่ำคืนแบบนี้
ฉันก็เลยโทรหา
Thunska13 และเรียกเขามาที่บ้าน (จริงๆ ถ้าจะใช้วิธีจุดธูปเชิญ เขาก็คงมาเหมือนกัน และจริงๆ แล้วในเวลานั้นฉันจัดการปิดประตูบ้านลั่นกลอนแปดสิบชั้นไปเรียบร้อยแล้ว กะว่าจะไม่ออกไปไหนแน่ๆ)
แต่แล้วฉันก็ถูกเพื่อนลากออกไป countdown ที่สยามร่วมกับคนเหงาอีกนับแสนคน

ดอกไม้ไฟสวยงามตระการตาเหมือนเคย
บรรยากาศเดิมๆ เหมือนทุกปี อากาศเย็นนิดๆ แต่มันเย็นซ่านไปถึงข้างใน
ฉันไม่ได้เหงาหรอก ฉันรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ
แผนการที่จะอยู่คนเดียวตลอดปีของฉันในปีนี้เป็นอันพังย่อยยับ... แต่ก็ช่างมันเถอะ

สมัยวัยรุ่นเรามักเกลียดกลัวการเป็นเหมือนคนอื่น
เราอยากต่าง อยากยูนีค อยาก
เป็นตัวของตัวเอง
และอยากให้มีใครสักคนมามองเห็นเราในความต่างนั้น
แต่เวลาอินเลิฟ เราก็จะรู้สึกว่าเขาคนนั้นกับเรามีความเหมือนกัน
ราวกับเขาคือเราอีกคนนึงบนโลกใบนี้ ประมาณว่ามองเห็นตัวเราในตัวเขา.. ทำนองนั้น
ฉันเคยเจอคนที่มีความ
เหมือนฉัน มากมาย เจอหนึ่งคน แล้วก็อีกคน แล้วก็อีกคน
ตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกแล้วล่ะว่าคนที่มีความ เหมือนฉัน ก็คือทุกคนบนโลกนั่นแหละ
เพราะเราล้วนมีจุดร่วมและความปรารถนาเดียวกัน
นั่นคือการมีใครสักคนที่มองเห็นเรา ได้ถูกรู้จักและถูกรัก

ฉันมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากมายบนโลก
ฉันไม่กลัวการต้องอยู่ตามลำพังหรอก เพราะฉันรู้ว่าฉันไม่มีวันต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวเดียวดายอย่างแท้จริง (ถึงแม้บางทีจะปรารถนาเช่นนั้นก็ตาม)

ที่รัก ฉันอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมีเธอ
แล้วเธอล่ะ
? จะอยู่ได้หรือเปล่าถ้าไม่มีฉัน?

สิบนาฬิกา, วันปีใหม่


หลังจากเพื่อนแยกย้ายกันกลับบ้านไปเมื่อเช้า ฉันนั่งมึนงงอยู่ครู่นึง
นึกสงสัยว่าจากแผนการฉลองปีใหม่เพียงคนเดียว ไฉนจึงมีสิ่งมีชีวิตเพศชาย (
?) ถึงสามชีวิตเดินเรียงหน้าออกจากประตูบ้านฉันไปพร้อมกันในตอนเช้า (โอ้ ไม่นะ! เพื่อนบ้านเห็นจะคิดยังไงกับลูกสาวบ้านนี้!)
แผนการที่จะอยู่กับพี่เคิร์ท โคเบนตามลำพังสองต่อสองรับปีใหม่ ไหงกลายมาเป็นการดูหนังผีสุดสยองและหนังรักประหลาดขณะนั่งกินโจ๊กหมูเด้งจากเซเว่นอยู่ในกลุ่มควันบุหรี่

ขณะนึกทบทวนเรื่องสะระตะ ฉันจัดการเก็บซากบุหรี่และกองขยะทั้งหลายพลางคิดว่ามันก็เป็นวันปีใหม่ที่ดีเหมือนกันนะ
จนกระทั่งเราได้คุยโทรศัพท์กัน
เขาชวนฉันไปกินมื้อกลางวันรับปีใหม่พร้อมกับคุณแม่ คุณพี่ คุณน้อง คุณตา คุณลุง คุณหลาน คุณอา และญาติๆ คนอื่นๆ
ฉันบอกเขาว่าฉันยังไม่ได้นอนเลย ไว้ตอนเย็นๆ ค่อยมาเจอกันได้ไหม
เขาบอกว่าก็ได้แต่แม่เขาอยากเจอหน้าฉัน
ฉันเริ่มเครียด (หากสงสัยว่าทำไม คลิ๊กอ่าน)

ขณะลงมือล้างจาน ฉันน้ำตาไหล แล้วเริ่มสะอื้นไห้

ฉันไปตามคำชวน
แต่ขอตัวลากลับก่อน
และฉันก็ได้รู้ว่าอย่างน้อยการเป็นคนหน้าตาอมทุกข์ มีหยดน้ำตาปริ่มพร้อมจะหยดลงมาจากขอบตาได้ทุกเมื่อขณะอยู่ท่ามกลางฝูงชนในวันปีใหม่ ก็มีข้อดีของมันเหมือนกันนะ
เพราะคนขับแท็กซี่ที่ใจจืดใจดำ หยิ่งยะโสเป็นพิเศษในวันนี้ จะตวัดสายตาเหลือบมองดูคุณแล้วนิ่งอึ้ง ชะงักไปหนึ่งจังหวะ หันมามองตาคุณชัดๆ อีกแวบนึง ก่อนจะถอนใจและพยักหน้า ยอมให้คุณขึ้นรถ แม้ใจจริงจะอยากรับผู้โดยสารชาวต่างชาติมากกว่าก็ตาม (อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำกับคนท่าทางป่วยหนักจนไม่ควรถูกปล่อยมาเดินเพ่นพ่านตามท้องถนนคนนี้มากเกินไป ขอบคุณพระเจ้าสำหรับมนุษยธรรมที่ยังมีให้พบเห็นอยู่ในสังคม)
บางที การที่ฉันอยากอยู่ตามลำพังเสียเหลือเกินในวันปีใหม่ และหลงคิดว่าตัวเองเข้มแข็งเสียเหลือเกิน อยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องการใคร แท้ที่จริงแล้ว มันก็เป็นแค่แผนการป้องกันตัวโง่ๆ อย่างนึง มันเป็นวิธีเดียวที่ฉันจะมั่นใจได้ว่าจะรอดพ้นจากการถูกคนอื่นทำร้าย ฉันอาจไม่ได้อยากอยู่ตามลำพังจริงๆ หรอก แค่กลัวจะถูกทำร้ายเสียจนเลือกที่จะอยู่คนเดียวเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไรเลย แค่หวาดกลัวเกินทานทนเท่านั้น

ฉันเดินสะอื้นกลับเข้าบ้านที่ว่างเปล่า
ปิดประตู แล้วลงกลอนอย่างแน่นหนา
เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครหน้าไหนผ่านเข้ามาได้


สิบห้านาฬิกาห้าสิบสี่นาที, วันปีใหม่
ยังเหลือวันปีใหม่อยู่อีกหลายชั่วโมง







edit: ขณะนี้เวลาสิบเอ็ดนาฬิกายี่สิบสามนาที
Thunska13 กำลังเดินทางมาที่บ้านฉันอีก

อีกประเดี๋ยวฉันจะลงไปเปิดประตูให้มัน

คืนนี้เราคงได้ดูหนังกันอีกสักสองเรื่อง



Film Lovers are Sick People

ใครเป็นคนคิดประโยคนี้นะ m(_ _)m โคตรจริงเลย





edit @ 2006/01/01 23:27:20

2005/Dec/31






ความผิดพลาดที่เราได้ทำไปแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไข
ความผิดพลาดของตัวเอง... แน่นอนว่าไม่มีใครอยากที่จะจดจำ
หลายคนคงพยายามลืม
ปัดมันไปไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของกล่องความทรงจำ
ไม่มีใครอยากรู้สึกว่าตัวเองผิด ตัวเองพลาด หรือชั่วร้ายเลวทราม

การลืมความผิดของตัวเองจึงมักเป็นเรื่องง่ายแสนง่าย
บ่อยครั้ง เราทำตามอำเภอใจ ไม่เคยคิดถึงจิตใจคนอื่น
แล้วก็หลงลืมมัน
ทอดทิ้งอีกคนให้จมอยู่กับอดีตแห่งความปวดร้าว
ก้มเก็บเศษหัวใจที่แตกร้าว ร่วงหล่นกระจัดกระจาย
ในความเดียวดายที่ดูเหมือนจะทอดยาวไร้จุดจบ

Sally Potter บอกไว้ในหนังเรื่อง Yes (ซึ่งฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่) ว่า
ความเจ็บปวดใดๆ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันไม่มีวันหายไป
มีแต่จะสับเปลี่ยนย้ายที่เท่านั้น
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง
วิธีการหยุดยั้งความเจ็บปวดก็คือ การไม่สร้างมันขึ้นมาตั้งแต่แรก
มันคงเป็นเรื่องยาก เพราะเราทุกคนต่างอยู่บนโลกคนละใบ
โลกที่มีตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง
เราจึงมักหลงลืมว่ามนุษย์คนอื่นๆ เขาก็มีจิตใจ
ไม่ใช่ตุ๊กตาที่คุณจะกรีดมีดลงไปบนหัวใจเค้า
แล้วไม่เกิดเสียงร้องร่ำเจ็บปวดหรือหยดน้ำตา




ไม่มีวิธีขจัดมัน ไม่มีวิธีพ้นทุกข์ นอกจากคุณจะหลุดพ้นแล้วจากวัฏจักรสงสาร
ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็จงน้อมตัวอันต่ำต้อย แบกรับความเจ็บปวดนั้นด้วยรอยยิ้ม
และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เพราะไม่มีอะไรหรอกที่ดีทั้งร้อย และเลวทั้งร้อย
ความเจ็บปวดอาจทำให้เราเห็นแง่งามของชีวิตได้แจ่มชัดและซาบซึ้งไปกับมันมากกว่าเคย
ความเจ็บปวดอาจทำให้คนๆ นึงตระหนักถึงความโหดร้ายของมัน
และหยุดคิดสักนิดก่อนจะกรีดมีดลงบนหัวใจของคนอื่น

ไว้อาลัยปีเก่าด้วยเพลงเก่าค่ะ







ปีนี้เป็นปีที่เราได้รู้จักความรักแบบที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
เราได้เรียนรู้ว่าความรักช่างไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
ถ้าเราพยายามหาเหตุผลสวยหรูให้มันเมื่อไหร่
นั่นคือข้ออ้างสำหรับ
ความอยากเอา มากกว่า

มันเป็นปีที่เราเสียน้ำตามากที่สุด
และขณะเดียวกัน ก็เป็นปีที่มีความสุขที่สุดปีนึงเช่นกัน

คนบนโลกมีอยู่หลายล้านคน
ขอแค่มีใครสักคนที่รักเราบนพื้นฐานแห่งความจริง, ไม่ต้องเสแสร้งปั้นจริตใส่กัน

เพื่อนมากมายรายล้อม
ขอแค่มีคนเดียวที่พร้อมทำให้ทุกอย่างถึงขั้นตายแทนกันได้

แค่นี้ ชีวิตเพียงหนึ่งวันก็ถือว่ามีคุณค่ามากมายแล้ว

ขอบคุณจริงๆ ชีวิต





สรุปคำพร่ำเพ้อในวันนี้
:

1. สิ่งใดๆ ที่ทำลงไป การแก้ไขมัน >> เป็นไปไม่ได้ นอกจากต้องยอมรับในผลแห่งการกระทำของตัวเอง

2. ไม่ต้องพยายามสรรหาเหตุผลสวยเก๋หรือยกเอาพระอินทร์ พระพรหม บัญญัติจักรวาล หรือโชคชะตาฟ้าดินมาเป็นเหตุผลให้ความรักหรือความอยากเอา ถ้ารักจะรัก ก็รัก แต่จงรักบนพื้นฐานแห่งความจริง อย่าตอแหล โลกนี้มีเรื่องหลอกลวงมากพอแล้ว

ของแถม:

ซ่อนคอมเมนต์ซ่อนได้ แต่ซ่อนความจริง >> เป็นไปไม่ได้



ขอส่งความรักและความปรารถนาดีให้ทุกคน

(รวมทั้งคนที่เพิ่งกลับมาจากเชียงราย)






หวีด





สยอง






สวัสดีปีใหม่ค่ะ







SunDay-SynDrome
View full profile